Return to สอบตัวแทนประกันชีวิต

แนวข้อสอบ-หลักการประกันชีวิต

หมวด 1 (พื้นฐานของการประกันชีวิต) ออกสอบ 2 ข้อ จาก 10 ข้อ

1. ข้อใดคือความหมายของการประกันชีวิต

ก. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งร่วมกันป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ข. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัยจากการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ และทุพพลภาพ
ค. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อช่วยกันเพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัยทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ง. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้น
เฉลย ข.


2. ประโยชน์ของการประกันชีวิตคือ

ก. ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ข. เป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัว
ค. ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ธุรกิจต้องประสบปัญหาในการดำเนินงาน
ง. ถูกทั้งข้อ
เฉลย ง.


3. บริษัทประกันชีวิตใช้วิธีการใดในการกระจายความเสี่ยงภัยจากการรับประกันชีวิต

ก. เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยเพิ่มขึ้น
ข. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนน้อยเพื่อจะได้ลดความเสี่ยงภัยจากการรับประกันชีวิต
ค. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้เฉลี่ยภัยที่เกิดขึ้นจากการรับประกันชีวิต
ง. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนน้อยและเก็บเบี้ยประกันภัยสูง
เฉลย ค.


4. ในการทำประกันชีวิตนั้น ท่านสามารถจะเอาประกันชีวิตบุคคลอื่นได้ ถ้าท่านมีส่วนได้เสียในชีวิตของบุคคลนั้น บุคคลใดในข้อต่อไปนี้ที่มี ส่วนได้เสียในชีวิตซึ่งกันและกัน

ก. สามีภรรยา
ข. พนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร
ค. คู่หมั้น
ง. ข้อ ก. และ ค. ถูก
เฉลย ง.


5. หลักการประกันชีวิตนั้น สัญญาประกันชีวิตจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความสุจริตใจต่อกันอย่างยิ่ง ข้อใดต่อไปนี้ขาดหลักการดังกล่าว

ก. ผู้เอาประกันภัยให้ผู้อื่นกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิตแทน
ข. ผู้เอาประกันภัยแถลงข้อความเท็จในใบคำขอเอาประกันชีวิต
ค. ผู้เอาประกันภัยแถลงอายุคลาดเคลื่อนโดยไม่ได้เจตนา
ง. ผู้เอาประกันภัยระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นบุตรนอกสมรส
เฉลย ข.


6. กรณีที่บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบพบว่าผู้เอาประกันภัยแถลงข้อความเท็จซึ่งเป็นสาระสำคัญภายใน 1 ปี บริษัทประกันชีวิตสามารถ ดำเนินการอย่างไร

ก. บอกล้างสัญญา
ข. คืนเบี้ยประกันภัยที่รับไว้ทั้งหมดแก่ผู้เอาประกันภัย
ค. บอกล้างสัญญาและคืนมูลค่าใช้เงินสำเร็จแก่ผู้เอาประกันภัย
ง. บอกล้างสัญญาและคืนเบี้ยประกันภัยทั้งหมดให้แก่ผู้เอาประกันภัย
เฉลย ง.


7. จำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์นั้น เป็นข้อใด

ก. จำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
ข. จำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยเห็นสมควรกับสาเหตุการเสียชีวิต
ค. จำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยกำหนด
ง. จำนวนเงินที่ผู้รับประโยชน์เห็นควรได้รับ
เฉลย ก.


8. เงื่อนไขข้อใดที่บริษัทประกันชีวิตใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายเงินตามกรมธรรม์

ก. การมีชีวิตอยู่ของผู้เอาประกันภัยหรือการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย
ข. การมีชีวิตอยู่ของผู้เอาประกันภัยและการมีชีวิตอยู่ของผู้รับประโยชน์
ค. การเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยและการมีชีวิตอยู่ของผู้รับประโยชน์
ง. ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย ก.


9. การประกันชีวิตต่างกับการประกันวินาศภัย คือ

ก. การประกันชีวิตจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริงไม่ว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยจะเป็นเท่าไร
ข. การประกันชีวิตจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย
ค. การประกันชีวิตจ่ายเงินตามเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไป เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริงไม่ว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยจะเป็นเท่าไร
ง. การประกันชีวิตจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไป แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย
เฉลย ข.


10. ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต จะเป็นบุคคลใดดังต่อไปนี้

ก. สามีหรือภรรยาของผู้เอาประกันภัยเท่านั้น
ข. บุคคลที่มีส่วนได้เสียกับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น
ค. ทายาทของผู้เอาประกันภัยเท่านั้น
ง. บุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันภัยจะระบุให้เป็นผู้รับประโยชน์และได้รับความเห็นชอบจากบริษัท
เฉลย ง.

หมวด 2 (รูปแบบของการประกันชีวิตตามหลักสากลทั่วไป) (ออกสอบ 3 ข้อ จาก 16 ข้อ)

1. ประเภทของการประกันชีวิตแบ่งเป็น

ก. สามัญ อุตสาหกรรม กลุ่ม
ข. มีเงินปันผล ไม่มีเงินปันผล
ค. ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ ชั่วระยะเวลา
ง. ประเภทรายได้ประจำ ประเภทเงินรายปี ประเภทรายได้ครึ่งปี
เฉลย ก.


2. ข้อใดต่อไปนี้ข้อใดเป็นลักษณะของการประกันชีวิตประเภทสามัญ

ก. การประกันชีวิตรายบุคคล มีระยะเวลารอคอย และระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย
ข. ชำระเบี้ยประกันภัยรายเดือน รับประกันชีวิตเป็นกลุ่ม จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ
ค. การประกันชีวิตรายบุคคล จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงไม่ตรวจสุขภาพ มีระยะเวลารอคอย
ง. เป็นการประกันชีวิตรายบุคคล จำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง และอาจมีการตรวจสุขภาพ
เฉลย ง.


3. การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรมมีลักษณะตรงกับข้อใด

ก. จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ ชำระเบี้ยประกันภัยรายเดือน มีระยะเวลารอคอย
ข. กำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันภัยเป็นงวดรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน
ค. ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยกับบริษัทประกันภัยโดยตรงเท่านั้น
ง. จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ มีระยะเวลารอคอย 2 ปี มีระยะเวลาผ่อนผัน 60 วัน
เฉลย ก.


4. การประกันชีวิตประเภทใดที่ไม่มีการตรวจสุขภาพ

ก. ประเภทสามัญ ประเภทอุตสาหกรรม
ข. ประเภทสามัญ ประเภทกลุ่ม
ค. ประเภทอุตสาหกรรม
ง. ถูกทั้ง 3 ข้อ
เฉลย ค.


5. การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม มีระยะเวลารอคอยกี่วัน

ก. 90 วัน
ข. 120 วัน
ค. 150 วัน
ง. 180 วัน
เฉลย ง.


6. การประกันชีวิตประเภทกลุ่มมีลักษณะอย่างไร

ก. บริษัทจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้กับสมาชิกคนละกรมธรรม์
ข. บริษัทจะออกใบสำคัญในการประกันชีวิตให้สมาชิกทุกคนภายใต้กรมธรรม์หลัก
ค. บริษัทออกกรมธรรม์หลักให้สมาชิกและออกใบสำคัญประกันชีวิตให้นายจ้าง
ง. ข้อ ก. และ ค. ถูก
เฉลย ข.


7. การประกันชีวิตประเภทกลุ่มที่มีนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัย โดยหลักทั่วไปแล้วจะต้องมีลูกจ้างเข้าร่วมทำประกันชีวิตเป็น จำนวนเท่าใด

ก. ไม่น้อยกว่า 75% ของลูกจ้างทั้งหมด
ข. ไม่น้อยกว่า 75% ของลูกจ้างที่มีสิทธิทำประกันชีวิตทั้งหมด
ค. 100% ของลูกจางทั้งหมด
ง. 100% ของลูกจ้างที่มีสิทธิทำประกันชีวิตทั้งหมด
เฉลย ข.


8. ใครเป็นผู้มีหน้าที่เรียกร้องผลประโยชน์ตามสิทธิกรมธรรม์ประกันภัยประเภทกลุ่ม

ก. ผู้รับประโยชน์
ข. ลูกจ้างที่ทำประกันชีวิต
ค. นายจ้างหรือผู้ถือกรมธรรม์
ง. ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมธรรม์
เฉลย ค.


9. เงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้มาจาก

ก. เงินส่วนเกินซึ่งเกิดจากการดำเนินงานของบริษัท
ข. เงินที่บริษัทจัดสรรไว้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ค. เงินสำรองประกันชีวิตของบริษัท
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ก.


10. การประกันชีวิตชนิดมีเงินปันผล และชนิดไม่มีเงินปันผล มีลักษณะที่แตกต่างกันคือ

ก. ระยะเวลาของการชำระเบี้ยแตกต่างกัน
ข. ระยะเวลาคุ้มครองแตกต่างกัน
ค. จำนวนเงินเอาประกันภัยแตกต่างกัน
ง. อัตราเบี้ยประกันภัยแตกต่างกัน
เฉลย ง.


11. บริษัทใช้หลักเกณฑ์ใดจ่ายเงินปันผลสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยชนิดมีเงินปันผลแก่ผู้เอาประกันภัย

ก. จ่ายให้ทุกกรมธรรม์หากปรากฏว่าปีนั้นบริษัทมีผลกำไร
ข. จ่ายให้ทุกกรมธรรม์ เพราะบริษัทได้จัดสรรเงินส่วนนี้ไว้แล้ว
ค. จ่ายให้กับกรมธรรม์ที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูง
ง. จ่ายให้กับกรมธรรม์ที่ระบุไว้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
เฉลย ง.


12. การประกันชีวิตแบ่งออกเป็นกี่แบบตามการแบ่งขั้นพื้นฐาน

ก. 2 แบบ คือ มีเงินปันผล ไม่มีเงินปันผล
ข. 3 แบบ คือ สามัญ อุตสาหกรรม กลุ่ม
ค. 4 แบบ คือ ชั่วระยะเวลา ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ แบบเงินได้ประจำ
ง. ถูกทั้ง ข้อ ก. ข. และ ค.
เฉลย ค.


13. ข้อใดต่อไปนี้ข้อใดเป็นลักษณะของการประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา

ก. จ่ายเงินให้เมื่อสัญญาครบกำหนด
ข. จ่ายเงินให้เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด
ค. จ่ายเงินให้เมื่อสัญญาครบกำหนดหรือผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ข.


14. การประกันชีวิตแบบใดที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนสัญญาครบกำหนดหรือมีชีวิตอยู่รอดจนสัญญาครบกำหนด

ก. แบบสะสมทรัพย์
ข. แบบชั่วระยะเวลา 20 ปี
ค. แบบตลอดชีพ
ง. แบบตลอดชีพ มีเงินปันผล
เฉลย ก.


15. นาย ก. ต้องการความคุ้มครองรายได้ที่แน่นอน เพื่อเลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตในวัยชรา และไม่ต้องการเป็นภาระแก่ลูกหลาน ท่านควรแนะนำให้ นาย ก. ทำประกันชีวิตแบบใด

ก. แบบตลอดชีพ
ข. แบบชั่วระยะเวลา
ค. แบบเงินได้ประจำ
ง. แบบสะสมทรัพย์
เฉลย ค.


16. ข้อใดต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของการประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

ก. มีสิทธิกู้เงินได้หลังจากกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสด
ข. มีอัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าแบบสะสมทรัพย์
ค. เป็นการให้ความคุ้มครองระยะยาว
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง.


ขอบคุณที่มา :: http://www.supreme24.net/tutorial-test-agent/test-agent-license/index.php?option=com_examlifeinsurance&view=examlifeinsurance

 

ข้อสอบตัวแทนประกันชีวิต (ปรับปรุงล่าสุด ตุลาคม 2557)
ส่วนที่ 2 : หลักการประกันชีวิต ตัวอย่างนี้มี 47 ข้อ ข้อสอบจริงมี 20 ข้อ ข้อละ 2 คะแนน คะแนนเต็ม 40 คะแนน จะต้องทำคะแนนได้อย่างน้อย 24 คะแนนจึงมีสิทธิ์ ”ผ่าน”

1. ข้อใดคือความหมายของการประกันชีวิต

ก. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งร่วมกันป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ข. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัยจากการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ และทุพพลภาพ
ค. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อช่วยกันเพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัยทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ง. วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้น


2. ประโยชน์ของการประกันชีวิตคือ

ก. ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ข. เป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัว
ค. ช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้ธุรกิจต้องประสบปัญหาในการดำเนินงาน

ง. ถูกทั้งข้อ


3. บริษัทประกันชีวิตใช้วิธีการใดในการกระจายความเสี่ยงภัยจากการรับประกันชีวิต

ก. เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยเพิ่มขึ้น
ข. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนน้อยเพื่อจะได้ลดความเสี่ยงภัยจากการรับประกันชีวิต

ค. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้เฉลี่ยภัยที่เกิดขึ้นจากการรับประกันชีวิต
ง. รับประกันชีวิตเป็นจำนวนน้อยและเก็บเบี้ยประกันภัยสูง


4. ในการทำประกันชีวิตนั้น ท่านสามารถจะเอาประกันชีวิตบุคคลอื่นได้ ถ้าท่านมีส่วนได้เสียในชีวิตของบุคคลนั้น บุคคลใดในข้อต่อไปนี้ที่มี ส่วนได้เสียในชีวิตซึ่งกันและกัน

ก. สามีภรรยา
ข. พนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร
ค. คู่หมั้น

ง. ข้อ ก. และ ค. ถูก


5. หลักการประกันชีวิตนั้น สัญญาประกันชีวิตจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความสุจริตใจต่อกันอย่างยิ่ง ข้อใดต่อไปนี้ขาดหลักการดังกล่าว

ก. ผู้เอาประกันภัยให้ผู้อื่นกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิตแทน

ข. ผู้เอาประกันภัยแถลงข้อความเท็จในใบคำขอเอาประกันชีวิต
ค. ผู้เอาประกันภัยแถลงอายุคลาดเคลื่อนโดยไม่ได้เจตนา
ง. ผู้เอาประกันภัยระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นบุตรนอกสมรส


6. นาย ก. ซื้อสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลและศัลยกรรมแนบกับสัญญาประกันชีวิต โดยซื้อผลประโยชน์ค่าห้องและค่าอาหาร 1,000 บาทต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 45 วัน) ต่อมา นาย ก. เจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะคนไข้ในด้วยโรคตับอักเสบเป็นระยะเวลา 5 วัน หลังจากนั้นอีก 60 วัน นาย ก. เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคเดิม และอยู่อีก 7 วัน ในกรณีเช่นนี้ บริษัทจะจ่ายเงินค่าห้องและค่าอาหารให้แก่ นาย ก. ทั้งสองครั้งรวมเป็นจำนวนเงินเท่าใด

ก. 8,000 บาท
ข. 10,000 บาท

ค. 12,000 บาท
ง. ระหว่าง 8,000 บาท ถึง 12,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัท


7. นาย ก. ซื้อสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลและศัลยกรรมแนบกับสัญญาประกันชีวิต โดยซื้อผลประโยชน์ค่าห้องและค่าอาหาร 1,000 บาทต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 45 วัน) ต่อมา นาย ก. เจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะคนไข้ในด้วยโรคถุงน้ำดีเป็นระยะเวลา 40 วัน หลังจากนั้นอีก 30 วัน นาย ก. ก็เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคเดิม และอยู่อีก 20 วัน ในกรณีเช่นนี้ บริษัทจะจ่ายเงินค่าห้องและค่าอาหารให้แก่ นาย ก. ทั้งสองครั้งรวมเป็นจำนวนเงินเท่าใด

ก. 45,000 บาท
ข. 60,000 บาท
ค. 75,000 บาท
ง. ระหว่าง 45,000 บาท ถึง 75,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัท


8. นาย ก. ทำประกันชีวิตประเภทสามัญ แบบสะสมทรัพย์ 21/21 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท จำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ 100,000 บาท มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 3 เท่ากับ 150 บาท ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 4 เท่ากับ 225 บาท ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท นาย ก. เวนคืนกรมธรรม์ในปีที่ 3 อยากทราบว่าถ้า นาย ก. ต้องการเวนคืนกรมธรรม์เพื่อขอรับเป็นเงินสด นาย ก. จะได้รับจำนวนเงินเท่าใด

ก. เท่ากับ 15,000 บาท
ข. น้อยกว่า 15,000 บาท
ค. มากกว่า 15,000 บาท
ง. ไม่มีข้อใดถูก


9. การประกันชีวิตประเภทสามัญ มีระยะเวลาผ่อนผันกี่วัน

ก. 30 วัน

ข. 31 วัน
ค. 60 วัน
ง. 120 วัน


10. ถ้านาง ก ซื้อประกันชีวิต มีจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 200,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี ระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปี และตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6 – 9 ถ้าผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตรอด บริษัทจะจ่าย 50,000 บาท และเมื่ออยู่จนครบกำหนดสัญญาจะได้ 1,000,000 บาท อยากทราบว่านาง ก จะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนยอดเงินได้ที่ต้องเสียภาษีได้หรือไม่ ถ้าได้เป็นเงินเท่าไร

ก. ไม่ได้

ข. ได้ เป็นเงิน 100,000 บาท
ค. ได้ เป็นเงิน 200,000 บาท
ง. ได้ เป็นเงิน 50,000 บาท


11. ประเภทของการประกันชีวิตแบ่งเป็น

ก. สามัญ อุตสาหกรรม กลุ่ม
ข. มีเงินปันผล ไม่มีเงินปันผล
ค. ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ ชั่วระยะเวลา
ง. ประเภทรายได้ประจำ ประเภทเงินรายปี ประเภทรายได้ครึ่งปี


12. ข้อใดต่อไปนี้ข้อใดเป็นลักษณะของการประกันชีวิตประเภทสามัญ

ก. การประกันชีวิตรายบุคคล มีระยะเวลารอคอย และระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย
ข. ชำระเบี้ยประกันภัยรายเดือน รับประกันชีวิตเป็นกลุ่ม จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ
ค. การประกันชีวิตรายบุคคล จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงไม่ตรวจสุขภาพ มีระยะเวลารอคอย

ง. เป็นการประกันชีวิตรายบุคคล จำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง และอาจมีการตรวจสุขภาพ


13. การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรมมีลักษณะตรงกับข้อใด

ก. จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ ชำระเบี้ยประกันภัยรายเดือน มีระยะเวลารอคอย
ข. กำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันภัยเป็นงวดรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน
ค. ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยกับบริษัทประกันภัยโดยตรงเท่านั้น

ง. จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ มีระยะเวลารอคอย 2 ปี มีระยะเวลาผ่อนผัน 60 วัน


14. การประกันชีวิตประเภทใดที่ไม่มีการตรวจสุขภาพ

ก. ประเภทสามัญ ประเภทอุตสาหกรรม
ข. ประเภทสามัญ ประเภทกลุ่ม

ค. ประเภทอุตสาหกรรม
ง. ถูกทั้ง 3 ข้อ


15. การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม มีระยะเวลารอคอยกี่วัน

ก. 90 วัน
ข. 120 วัน
ค. 150 วัน

ง. 180 วัน


16. การประกันชีวิตประเภทกลุ่มมีลักษณะอย่างไร

ก. บริษัทจะออกกรมธรรม์ประกันภัยให้กับสมาชิกคนละกรมธรรม์

ข. บริษัทจะออกใบสำคัญในการประกันชีวิตให้สมาชิกทุกคนภายใต้กรมธรรม์หลัก
ค. บริษัทออกกรมธรรม์หลักให้สมาชิกและออกใบสำคัญประกันชีวิตให้นายจ้าง
ง. ข้อ ก. และ ค. ถูก


17. การประกันชีวิตประเภทกลุ่มที่มีนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัย โดยหลักทั่วไปแล้วจะต้องมีลูกจ้างเข้าร่วมทำประกันชีวิตเป็น จำนวนเท่าใด

ก. ไม่น้อยกว่า 75% ของลูกจ้างทั้งหมด

ข. ไม่น้อยกว่า 75% ของลูกจ้างที่มีสิทธิทำประกันชีวิตทั้งหมด
ค. 100% ของลูกจางทั้งหมด
ง. 100% ของลูกจ้างที่มีสิทธิทำประกันชีวิตทั้งหมด


18. ใครเป็นผู้มีหน้าที่เรียกร้องผลประโยชน์ตามสิทธิกรมธรรม์ประกันภัยประเภทกลุ่ม

ก. ผู้รับประโยชน์
ข. ลูกจ้างที่ทำประกันชีวิต

ค. นายจ้างหรือผู้ถือกรมธรรม์
ง. ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมธรรม์


19. เงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้มาจาก

ก. เงินส่วนเกินซึ่งเกิดจากการดำเนินงานของบริษัท
ข. เงินที่บริษัทจัดสรรไว้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ค. เงินสำรองประกันชีวิตของบริษัท
ง. ถูกทุกข้อ


20. การประกันชีวิตชนิดมีเงินปันผล และชนิดไม่มีเงินปันผล มีลักษณะที่แตกต่างกันคือ

ก. ระยะเวลาของการชำระเบี้ยแตกต่างกัน
ข. ระยะเวลาคุ้มครองแตกต่างกัน
ค. จำนวนเงินเอาประกันภัยแตกต่างกัน

ง. อัตราเบี้ยประกันภัยแตกต่างกัน


21. บริษัทใช้หลักเกณฑ์ใดจ่ายเงินปันผลสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยชนิดมีเงินปันผลแก่ผู้เอาประกันภัย

ก. จ่ายให้ทุกกรมธรรม์หากปรากฏว่าปีนั้นบริษัทมีผลกำไร
ข. จ่ายให้ทุกกรมธรรม์ เพราะบริษัทได้จัดสรรเงินส่วนนี้ไว้แล้ว
ค. จ่ายให้กับกรมธรรม์ที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูง

ง. จ่ายให้กับกรมธรรม์ที่ระบุไว้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์


22. การประกันชีวิตแบ่งออกเป็นกี่แบบตามการแบ่งขั้นพื้นฐาน

ก. 2 แบบ คือ มีเงินปันผล ไม่มีเงินปันผล
ข. 3 แบบ คือ สามัญ อุตสาหกรรม กลุ่ม

ค. 4 แบบ คือ ชั่วระยะเวลา ตลอดชีพ สะสมทรัพย์ แบบเงินได้ประจำ
ง. ถูกทั้ง ข้อ ก. ข. และ ค.


23. ข้อใดต่อไปนี้ข้อใดเป็นลักษณะของการประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา

ก. จ่ายเงินให้เมื่อสัญญาครบกำหนด

ข. จ่ายเงินให้เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด
ค. จ่ายเงินให้เมื่อสัญญาครบกำหนดหรือผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต
ง. ถูกทุกข้อ


24. การประกันชีวิตแบบใดที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนสัญญาครบกำหนดหรือมีชีวิตอยู่รอดจนสัญญาครบกำหนด

ก. แบบสะสมทรัพย์
ข. แบบชั่วระยะเวลา 20 ปี
ค. แบบตลอดชีพ
ง. แบบตลอดชีพ มีเงินปันผล


25. นาย ก. ต้องการความคุ้มครองรายได้ที่แน่นอน เพื่อเลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตในวัยชรา และไม่ต้องการเป็นภาระแก่ลูกหลาน ท่านควรแนะนำให้ นาย ก. ทำประกันชีวิตแบบใด

ก. แบบตลอดชีพ
ข. แบบชั่วระยะเวลา

ค. แบบเงินได้ประจำ
ง. แบบสะสมทรัพย์


26. ข้อใดต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของการประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

ก. มีสิทธิกู้เงินได้หลังจากกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสด
ข. มีอัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าแบบสะสมทรัพย์
ค. เป็นการให้ความคุ้มครองระยะยาว

ง. ถูกทุกข้อ


27. ผู้เอาประกันภัยซื้อการประกันชีวิตพร้อมด้วยสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บแต่มิได้เสียชีวิต ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินจำนวนเท่าไร

ก. ได้เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ
ข. ได้เท่าจำนวนที่จ่ายจริงเพื่อการรักษา แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ
ค.ได้สองเท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย

ง. ไม่ได้จำนวนเงินเอาประกันภัยเลย เพราะมิได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ


28. ผู้เอาประกันภัยได้ทำประกันชีวิตและซื้อสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิตและสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุเมื่อผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติทำให้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง และอีก 5 วันต่อมาก็เสียชีวิต ดังนั้นบริษัทจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เป็นจำนวนเงินเท่าใด

ก. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ

ข. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยและจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ
ค. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยและ 2 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ เนื่องจากถ้าผู้เอาประกันภัยสูญเสียอวัยวะตั้งแต่ 2 แห่งขั้นไป ก็จะได้จำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุอีกทั้งผู้เอาประกันภัยก็มาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ดังนั้นบริษัทจะต้องจ่าย 2 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุรวมกับจำนวนเงินเอาประกันภัย
ง. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย


29. สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิตเนื่องจากอุบัคิเหตุ จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยในลักษณะใด

ก. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ
ข. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทุกกรณี

ค.จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุและไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นของการประกันภัยอุบัติเหตุ
ง. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ


30. สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัยกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงภาวรจะจ่ายผลประโยชน์อย่างไร

ก. หากผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามคำจำกัดความแล้ว ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยอีกต่อไป และได้จำนวนเงินเอาประกันภัยทันที
ข. หากผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ตามคำจำกัดความแล้วผุ้เอาประกันภัยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยอีกต่อไป และได้เงินเป็นงวด ๆ งวดละ 10 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นระยะเวลา 10 ปี

ค. หากผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรตามคำจำกัดความแล้ว ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยอีกต่อไป แต่ได้รับความคุ้มครองการประกันชีวิตในลักษณะเดิมต่อไป
ง. หากผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเฃิงถาวรตามคำจำกัดความแล้ว ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยอีกต่อไป แต่ได้มูลค่าเวนคืนเงินสดทันที


31. โดยทั่วไปในสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพนั้น บริษัทจะไม่จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยสำหรับการรักษาพยาบาลในฐานะคนใข้ในโรงพยาบาล หากผู้เอาประกันภัยเจ็บป่วยภายในกำหนดกี่วันนับแต่วันทำสัญญา หรือวันต่ออายุสัญญา

ก. 15 วัน

ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 75 วัน


32. สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิตและสูญเสียอวัยวะเนื่องจากอุบัติเหตุ จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยอย่างไร

ก. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยอุบัติเหตุหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุและไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นของการประกันอุบัติเหตุ
ข. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันอุบัติเหตุบางส่วนหรือทั้งหมดหากผู้เอาประกันภัยสูญเสีย อวัยวะหรือเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทุกกรณี
ค. จ่ายจำนวนเงินเอาประกันอุบัติเหตุบางส่วนหรือทั้งหมดหากผู้เอาประกันสูญเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และข้อ ข


33. นาย ก. ได้ซื้อสัญญาเพิ่มเติมหลายแบบแนบกับสัญญาประกันชีวิต ต่อมารายได้ของนาย ก. ลดลง นาย ก. จึงได้ยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมบางแบบที่คิดว่าไม่จำเป็นออก เพื่อที่จะสามารถชำระเบี้ยประกันภัยต่อไปได้ตลอด ท่านเห็นว่า นาย ก. จะสามารถยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมบางแบบดังกล่าวได้หรือไม่

ก. ได้ เนื่องจากบริษัทประกันชีวิตมีสัญญาเพิ่มเติมให้เลือกหลายแบบ

ข. ได้ โดยการงดชำระเบี้ยประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมแบบดังกล่าวในงวดต่อไป
ค. ไม่ได้ เพราะบริษัทจะมีแบบประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมสำเร็จรูปอยู่แล้ว
ง. ไม่ได้ เพราะกฎระเบียบของบริษัทห้ามไว้


34. ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติมแบบต่าง ๆ ตามความต้องการและความเหมาะสมกับตัวเองได้หรือไม่

ก. ได้ เนื่องจากบริษัทประกันชีวิตมีสัญญาเพิ่มเติมให้เลือกหลายแบบ
ข. ได้ แต่ทั้งนี้ผู้เอาประกันภัยจะต้องเป็นตัวแทนของบริษัทประกันฃีวิต
ค. ไม่ได้ เพราะบริษัทจะมีแบบการประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมสำเร็จรูปอยู่แล้ว
ง. ไม่ได้ เพราะจะผิดกฎระเบียบของบริษัท


35. สัญญาประกันภัยอุบัติเหตุและทุพพลภาพ จะสิ้นสุดความคุ้มครองเมื่อใด

ก. ผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรและได้รับเงินค่าชดเชยการทุพพลภาพไปแล้ว
ข. ผู้เอาประกันภัยมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ค. ขาดชำระเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุและทุพพลภาพ

ง. ถูกทั้งข้อ ก. ข. และ ค


36. นาย ก. ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ และซื้อความคุ้มครองอุบัติเหตุตามสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย ถ้าผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนสัญญาครบกำหนด บริษัทประกัชีวิตจะต้องจ่ายเงินแก่ผู้เอาประกันภัยเท่าไร

ก. เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัย
ข. สองเท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ค. สามเท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ง. ไม่ต้องจ่ายจำนวนเงินใด ๆ เลย


37. บุคคลดังต่อไปนี้ ผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณารับประกันชีวิตเบื้องต้น

ก. แพทย์
ข. นักคณิตศาสตร์ประกันภัย

ค. ตัวแทนประกันชีวิต
ง. พนักงานของบริษัท


38. การพิจารณารับประกันชีวิตของผู้ขอเอาประกันภัยบริษัทประกันชีวิตจะพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง

ก. นิสัยและพฤติกรรมส่วนตัว
ข. ประวัติสุขภาพ
ค. สภาวะแวดล้อมความเป็นอยู่และฐานะทางการเงิน

ง. ถูกถุกข้อ


39. โดยปกติบริษัทประกันชีวิตจะรับประกันชีวิตแต่เฉพาะภัยมาตรฐานใช่หรือไม่

ก. ใช่ รับประกันชีวิตแต่เฉพาะภัยมาตรฐานเท่านั้น

ข. ไม่ใช่ ภัยที่ต่ำกว่ามาตรฐานบางกรณีก็รับประกันชีวิต
ค. ไม่ใช่ ภัยที่ต่ำกว่ามาตรฐานเท่าใดก็รับประกันชีวิต
ง. ผิดทั้งข้อ ก. ข. และ ค.


40. ผู้เอาประกันภัยประเภทภัยมาตรฐาน หมายถึง

ก. ผู้เอาประกันภัยมีมาตรฐานการครองชีพดี
ข. ผู้เอาประกันภัยมีสุขภาพดี

ค. ผู้เอาประกันภัยมีสุขภาพสมบูรณ์ และมีอาชีพไม่เสี่ยงภัย
ง. ผู้เอาประกันภัยมีฐานะการเงินดี


41. อาชีพของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกันมีผลต่อการพิจารณารับประกันชีวิตของบริษัทหรือไม่

ก. ไม่มีผล เพราะการพิจารณารับประกันชีวิตขึ้นอยู่กับสุขภาพของผู้เอาประกัน

ข. มีผล เพราะอาชีพบางอาชีพมีความเสี่ยงภัยสูง
ค. มีผล ถ้ามีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูง
ง. ไม่มีผลต่อการพิจารณารับประกันภัย


42.ข้อใดตรงกับความหมายของการพิจารณารับประกันชีวิตมากที่สุด

ก. การตกลงรับประกันชีวิตผู้ขอเอาประกันภัย
ข. การตรวจสุขภาพผู้ขอเอาประกันภัย
ค. การตรวจสอบประวัติผู้ขอเอาประกันภัย

ง. การพิจารณาผู้ขอเอาประกันภัยตามสภาพความเสี่ยงภัย


43. ในการประกันชีวิต ประเภทสามัญการตรวจสุขภาพผู้ขอเอาประกันภัยก่อนที่บริษัทจะพิจารณารับประกันชีวิตนั้น บริษัทประกันชีวิตพิจารณาข้อใดเป็นสำคัญ

ก. เพศและอาชีพ

ข. อายุและจำนวนเงินเอาประกัน
ค. นิสัยและสภาพแวดล้อม
ง. ฐานะการเงินและสถานะทางครอบครัว


44. ในการประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม บุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุด ในการพิจารณารับประกันชีวิตคือ

ก. แพทย์ผู้ตรวจสุขภาพผู้ขอเอาประกันภัย
ข. ผู้ขอเอาประกันภัย

ค. ตัวแทนประกันชีวิต
ง. ถูกทุกข้อ


45. โดยปกติการทำประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม ไม่มีการตรวจสุขภาพผู้ขอเอาประกันภัยเพราะ

ก. เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทประกันชีวิต
ข. มีระยะเวลารอคอย
ค. จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำและชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือน

ง. ถูกทุกข้อ


46. ผู้เอาประกันภัยที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป แต่บริษัทประกันชีวิตพิจารณาแล้ว สามารถรับประกันชีวิตได้ ผู้เอาประกันภัยคนนั้น

ก. ต้องแจ้งผลการตรวจสุขภาพให้บริษัททราบทุกปี
ข. ต้องชำระเบี้ยประกันภัยในอัตราปกติ เพราะบริษัทตกลงรับประกันชีวิตแล้ว

ค. ต้องชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มกว่าอัตราปกติ
ง. ไม่ต้องแจ้งผลการตรวจสุขภาพ แต่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยในอัตราปกติ


47. นาย ก. เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ทำประกันชีวิตโดยแถลงในใบคำขอเอาประกันชีวิต ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง บริษัทจะคิดเบี้ยประกันภัยอย่างไร

ก. ในอัตราปกติ เพราะได้แถลงตามความจริงแล้ว

ข. ในอัตราที่สูงกว่าปกติ เพราะมีโอกาศเสียชีวิตสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง
ค. ในอัตราปกติ เพราะโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่คนทั่วไปมีโอกาสเป็นได้
ง. ในอัตราต่ำกว่าปกติ เพราะผู้ขอเอาประกันภัยมีความซื่อสัตย์ในการแถลงความจริง


ที่มา :: http://www.insurefordream.com/principles_of_insurance.html

Share Button
54635 Total View 70 View Today
(Visited 4,547 times, 6 visits today)

ใส่ความเห็น