Return to การใช้งานMacOsx

4.ไฟล์โฟลเดอร์ในเครื่องแมค

บทที่ 4

ไฟล์โฟลเดอร์ในเครื่องแมค

                สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นวินโดร์หรือแมคอินเทอชต้องทำเป็นประจำ คือการย้ายหรือก๊อปปี้ข้อมูล ตลอดจนการจัดระเบียบไฟล์โฟลเดอร์ภายในเครื่องหลายท่านคงทราบดีว่าโนวินโดว์ จะใช้โปรแกรม Windows Explorer คอยทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนในฝั่งของแมคก็จะมีโปรแกรมที่ชื่อว่าFinder เป็นตัวจัดการไฟล์โฟลเดอร์ซึ่งโดยภาพรวมแล้ววิธีการใช้งานพื้นฐานนั้นคล้าย กัน แต่อาจมีความแตกต่างบางอย่าง

บทนี้ถือว่าเป็นบทสำคัญ เนื่องจากได้อธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับไฟล์ วิธีการตรวจคุณสมบัติของไฟล์ การใช้งาน Quick Look ต่อจากนั้นได้กล่าวถึงวิธีการเลือกไฟล์ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งแสดงวิธีการก๊อบปี้ไฟล์และโยกย้ายไฟล์ และในตอนท้ายยังได้กล่าวถึงการย้อนเวลากลับไปกู้ข้อมูลด้วย Time Machine

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไฟล์ในเครื่องแมค

                ไฟล์ (File) ในเครื่องแมค มีหลักการเดียวกับไฟล์ในฝั่งของวินโดว์ คือ ใช้เก็บหรือบันทึกข้อมูล โดยไฟล์แต่ละประเภทจะมีจุดประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ไฟล์บางประเภทอาจใช้เก็บข้อมูลของระบบ บางประเภทใช้เก็บข้อมูลเอกสาร บางประเภทใช้เก็บไฟล์ภาพ บางประเภทใช้เก็บข้อมูลวีดีโอ ฯลฯ

ไฟล์จะ มีชื่อ (File Name) และนามสกุลไฟล์ (File Extension) เช่น Mypic.jpg.Love.avi หรือ Achive.zip โดยนามสกุลไฟล์ใช้เป็นตัวบอกถึงประเภทของไฟล์ ซึ่งปกติแล้วแมคจะแสดงทั้งชื่อและนามสกุลไฟล์ ซึ่งต่างจากวินโดว์ที่ไม่แสดงนามสกุลไฟล์นอกเสียจากผู้ใช้จะต้องการแสดง นามสกุลออกมา

โดยไฟล์แต่ละประเภท จะมีไอคอนที่ต่างกันออกไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกให้ผู้ใช้ทราบว่าเป็นไฟล์ประเภทใด นอกจากนั้นแล้ว หากเป็นไฟล์รูปภาพแมคจะแสดงเป็นภาพของไฟล์นั้นๆ และถ้าเป็นไฟล์วีดีโอ ก็จะแสดงภาพตัวอย่างภายในวีดีโออีกด้วย

 

 

รูป

รูปแสดงตัวอย่างไอคอนในแมค

                นอกจากไฟล์แต่ละไฟล์จะมีชื่อและนามสกุลไฟล์แล้ว ภายในไฟล์ยังเก็บคุณสมบัติอื่นๆ ของไฟล์ เช่น เวลาที่สร้างหรือแก้ไขไฟล์ ตำแหน่งที่ใช้เก็บไฟล์ สิทธิ์ในการเข้าใช้งานไฟล์ ฯลฯ ส่วนวิธีการตรวจสอบว่าไฟล์มีคุณสมบัติอย่างไรบ้างนั้น ทำได้ดังนี้

  1. คลิกขวาที่ไฟล์ แล้วเลือกเมนู Get Info
  2. จะปรากฏหน้าต่างแสดงคุณสมบัติของไฟล์นั้นๆ ตามต้องการ

Spotlight commentsคือ ข้อความที่ใช้ในการอ้างอิง ที่ผู้ใช้สามารถกรอกเพิ่มเติม เช่น ไฟล์ภาพที่ได้มาจากเว็บไซต์ เราสามารถกรอกชื่อเว็บลงไปเผื่อต้องการค้นหาไฟล์นี้ในภายหลัง สามารถกรอกชื่อเว็บดังกล่าวได้

 

 

 

 

General :ใช้แสดงรายละเอียดทั่วๆไปของไฟล์

Kind :ประเภทของไฟล์

Size :ขนาดของไฟล์

Where :ตำแหน่งไฟล์

Created :วันเวลาที่สร้างไฟล์ขึ้นมา

Modified :วันเวลาซึ่งได้แก้ไขไฟล์ครั้งล่าสุด

Label :ป้ายชื่อที่ใช้จัดกลุ่มไฟล์ตามสี (Color label)

Stationery Pad :กำหนดให้มีการสร้างสำเนาไฟล์ (Copy) ทุกครั้งที่เปิดไฟล์

Locked :ป้องกันไม่ให้แก้ไขไฟล์

More Info :ใช้แสดงรายละเอียดในไฟล์เพิ่มเติม

Name &Extension :แสดงชื่อและนามสกุลไฟล์ ซึ่งผู้ใช้สามารถซ่อนนามสกุลไฟล์ โดยคลิก

ที่ Hide extension

Open with :ใช้แสดงว่าโปรแกรมหลักที่เปิดใช้งานไฟล์นี้คือโปรแกรมใด

Preview แสดงตัวอย่างข้อมูลภายในไฟล์

Sharing &Permissions :ใช้อธิบายความเป็นเจ้าของไฟล์ ตลอดจนแสดงสถานะของการแชร์ข้อมูล

1 คลิกขวาที่ไฟล์ แล้วเลือกเมนู Get Info

 

 

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2 จะปรากฏหน้าต่างแสดงคุณสมบัติของไฟล์นั้นๆ ตามต้องการ

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

ไฟล์ แต่ละประเภท อาจมีคุณสมบัติต่างกันออกไป เช่น หากเราคลิกขวาที่ฮาร์ดดิสก์แล้วเลือก  Get  Info ก็จะพบข้อมูลที่แตกต่างจากการดูคุณสมบุติของไฟล์ทั่วไป หรือในกรณีที่แตกต่างจากการดูคุณสมบัติของไฟล์วีดีโอก็จะแตกต่างจาก คุณสมบัติไฟล์ภาพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว คุณสมบัติพื้นฐานส่วนใหญ่ของไฟล์แล้วจะคล้ายๆกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีเปลี่ยนชื่อไฟล์/โฟลเดอร์

ชื่อ ไฟล์ในแมคสามารถตั้งได้ยาวถึง 255 ตัวอักษร ซึ่งในการตั้งชื่อไฟล์สามารถใส่ช่องว่าง หรืออักษรได้หลากหลาย สามารถใส่จุด หรือเครื่องหมายบางอย่างที่สามารถกรอกใน Windows Vista หรือใน Windows XP เช่น /, . เป็นต้น การตั้งชื่อได้ยาวๆ ช่วยให้สามารถตั้งชื่อไฟล์ได้ไม่ซ้ำนั่นเอง

 

 

 

 

 

1 คลิกที่ไฟล์โฟลเดอร์ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ

รูป                                                                                                                           รูป

 

 

 

2 กด <Enter>ในตอนนี้จะเกิดกรอบสีฟ้าเน้นที่ชื่อไฟล์ แสดงให้ทราบว่าไฟล์นี้พร้อมจะถูกเปลี่ยนชื่อแล้ว (อาจใช้วิธีคลิกที่ชื่อไฟล์บริเวณชื่อไฟล์ก็ได้

 

3 ตั้งชื่อไฟล์ใหม่ จากนั้นกด <Enter>

 

 

 

ดูตัวอย่างไฟล์ด้วย Quick Look

                ดัง ที่ทราบกันไปแล้วว่ามุมมอง Cover Flow ช่วยให้เราสามารถดูตัวอย่างข้อมูลภายในไฟล์โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟล์ดัง กล่าวขึ้นมาจริงๆ แต่ตัวอย่างไฟล์ใน Cover Flow เป็นเพียงไอคอนขนาดเล็กอาจมองไม่ถนัด ดังนั้น จึงมีคำสั่ง Quick Look เพื่อให้สามารถดูข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดังนี้

 

3 จะมีการเล่นไฟล์วีดีโอ โดยอัตโนมัติ

 

1 คลิกไฟล์ที่ต้องการดูตัวอย่าง เช่น ไฟล์วีดีโอ ซึ่งสามารถคลิกจากมุมมองใดๆ ก็ได้

 

2 คลิกปุ่ม Quick Look หรือกดคีย์ <Spacebar>

 

 

 

รูป

 

 

 

รูป

4 คลิกปุ่มเพื่อควบคุมไฟล์วีดีโอ เช่น หยุดเล่นชั่วคราวย่อขยายหน้าจอ ปุ่มปิดออกจาก Quick Look ตลอดจนแถบด้านล่าง เพื่อเลื่อนไปดูวีดีโอในช่วงเวลาต่างๆ

 

 

 

 

7 คลิกปุ่ม Quick Look หรือกดคีย์ <Spacebar>

 

5 คลิกที่ไฟล์เอกสาร เช่น ไฟล์ PDF

 

6 ที่บริเวณไอคอน ให้คลิกปุ่ม หรือ เพื่อเปลี่ยนไปดูเอกสารในหน้าที่แล้วหรือหน้าถัดไปตามลำดับ

 

 

รูป

 

 

 

 

8 จะปรากฏตัวอย่างไฟล์เอกสาร เราสามารถใช้การแดรกเมาส์ที่แถบเลื่อนด้านข้างเพื่อเปลี่ยนหน้าเอกสารได้

รูป

 

 

มี ไฟล์หลายประเภทที่ Quick Look สนับสนุน และสามารถแสดงตัวอย่างข้อมูลภายในไฟล์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟล์ ซึ่งในเบื้องต้นแล้วมีดังนี้

–                   ไฟล์รูปภาพและรูปถ่ายต่างๆ

–                   ไฟล์ PDF และไฟล์จำพวก Text File

–                   ไฟล์เสียงเพลงและไฟล์วีดีโอ

–                   ตัวอักษร (Font)

–                   vCardซึ่งก็คือไฟล์นามบัตร โดยในไฟล์จะมีชื่อที่อยู่ เบอร์โทร. ซึ่งเราสามารถส่ง vCard ไปให้เพื่อนๆ หรือใครก็ได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต vCardถือว่าเป็นไฟล์มาตรฐาน โปรแกรมรับส่งอีเมล์สามารถนำไปใช้ได้ทันที

 

 

–                   ไฟล์จากโปรแกรมในชุด iWork ซึ่งได้แก่ Page, Number และ Keynote

–                   ไฟล์อื่นๆ ที่มี Plug-in สำหรับใช้งานกับ Quick Look เช่น Microsoft Word,MicrosoftExcel และ MicrosoftPowerPoint

ใน ขณะที่เปิดหน้าต่าง Finder อยู่นั้น หากไฟล์ใดที่สนใจถูกเลือกอยู่ เราสามารถกดคีย์ <Spacebar>เพื่อใช้งาน Quick Look แทนการคลิกปุ่ม

 

ใน ขณะใช้ Quick Look ดูรูปภาพและไฟล์เอกสาร PDF สามารถกดคีย์ <Command> ตามด้วย <+>เพื่อซูมภาพเข้าไปดูใกล้ๆ หรือกด <Command>ตามด้วย <-> เพื่อซูมออก

 

 

 

 

 

 

วิธีเลือกไฟล์และโฟลเดอร์

ก่อน ที่เราจะทำอะไรกับไฟล์ เช่น ก๊อบปี้ การโยกย้าย หรือแม้กระทั่งการลบไฟล์เราจำเป็นที่จะต้องเลือกไฟล์ที่ต้องการเสียก่อน ซึ่งการเลือกไฟล์ในแมค มีขั้นตอนคล้ายๆกับที่หลายคนคุ้นเคยในวินโดว์ แต่อาจมีบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง ดังนี้

 

เลือกทีละไฟล์

การ เลือกไฟล์เพียงไฟล์เดียวให้ใช้วิธี คลิกไปที่ไฟล์ที่ต้องการ ซึ่งไฟล์ที่ถูกเลือกจะถูกเน้น โดยจะปรากฏแถบสีฟ้าบริเวณชื่อไฟล์ที่เลือก และทำนองเดียวกันเราจะใช้วิธีคลิกเพื่อเลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการ สำหรับผู้อ่านที่ถนัดใช้คีย์บอร์ด สามารถเลือกโฟลเดอร์โดยการกดคีย์ลูกศรเลื่อนไปยังไฟล์โฟลเดอร์ที่ต้องการได้

 

 

1 สังเกตไฟล์ที่ถูกเลือกในตอนแรก

 

 

รูป

 

 

 

 

 

2 คลิกเลือกอีกไฟล์ จะเป็นการเลือกไฟล์ใหม่ ไฟล์ชุดแรกที่เคยถูกเลือกในตอนนี้ไม่ได้ถูกเลือกแล้ว

 

 

 

รูป

 

 

เลือกหลายๆ ไฟล์ที่อยู่ติดกัน

                    การ เลือกไฟล์ซึ่งอยู่ติดๆ กันนั้น จะใช้วิธีแดรกเมาส์ให้ครอบคลุมไฟล์โฟลเดอร์ทั้งหมดที่ต้องการ โดยเริ่มคลิกบริเวณที่ว่างในหน้าต่างข้างไว้ จากนั้นจึงแดรกเมาส์ให้ได้ไฟล์โฟลเดอร์ที่ต้องการ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับการเลือกไฟล์จำนวนไม่มาก และปรากฏอยู่บนหน้าจอเดียวกัน ไม่เหมาะกับการเลือกไฟล์จำนวนมาก

 

1 ที่มุมมอง Icon View ให้คลิกที่ว่างค้างไว้

 

 

 

 

รูป

 

2 แดรกเมาส์ให้ครอบคลุมไฟล์โฟลเดอร์ทั้งหมด

 

 

 

สำหรับ กรณีที่ต้องการเลือกไฟล์จำนวนมากๆ และอยู่ติดกัน แนะนำให้ใช้วิธีการกดคีย์ <Shift>ค้างไว้ แล้วคลิกเลือกไฟล์หัวแถวและท้ายแถว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

1 คลิกเพื่อเปลี่ยนมุมมองไปยัง List View

 

2 คลิกเลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการเป็นหัวแถว

 

 

 

3 กดคีย์ <Shift>ค้างไว้แล้วคลิกที่ไฟล์โฟลเดอร์ปลายแถว

รูป

 

4 ไฟล์โฟลเดอร์ที่อยู่ระหว่างไฟล์หัวแถวและท้ายแถวจะถูกเลือกทั้งหมด

รูป

 

 

 

หาก ต้องการเลือกไฟล์ (หรือโฟลเดอร์) ทุกๆ ไฟล์พร้อมกัน สามารถใช้การกดคีย์ลัด คือ <Command+A> หรืออาจใช้วิธีคลิกจากเมนู Edit>Select All ก็ได้

 

 

รูป

 

 

เลือกหลายๆ ไฟล์ที่ไม่ติดกัน

ไฟล์ ซึ่งไม่อยู่ติดกันนั้น จะใช้วิธีกดคีย์ <Command>ค้างเอาไว้ แล้วคลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการ โดยวิธีนี้ช่วยให้เราเลือกไฟล์ได้อย่างอิสระ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

1 คลิกเลือกที่ไฟล์แรกจะปรากฏแถบเน้นไฟล์ที่เลือก

 

 

รูป

2 กดคีย์<Command>แล้วคลิกไฟล์ที่สอง จะปรากฏแถบเน้นไฟล์ที่สองด้วย

รูป

 

 

ยกเลิกการเลือกไฟล์

หลัง จากที่เราได้เลือกไฟล์แล้ว หากเกิดเปลี่ยนใจ ไม่ต้องการเลือกก็สามารถยกเลิกการเลือกได้ โดยผู้อ่านสามารถยกเลิกการเลือกทั้งหมดในคราวเดียว หรือยกเลิกการเลือกเป็นบางไฟล์ก็ได้ ดังนี้

 

 

2 คลิกที่ว่างในหน้าต่าง

 

1 สังเกตไฟล์ที่เลือกอยู่ก่อน

รูป

 

 

3 ผลลัพธ์ไฟล์ที่เลือกทั้งหมดถูกยกเลิกทันที

รูป

 

นอกจาก วิธีข้างต้นแล้ว เราสามารถยกเลิกการเลือกไฟล์ทั้งหมด โดยการกดคีย์<Option>ค้างเอาไว้ จากนั้นเลือกเมนู Edit>Deselect All หรือจะใช้คีย์ลัดด้วยการกดคีย์ <Option+Command+A> ก็ได้

สำหรับในกรณีที่เลือกไฟล์ไว้จำนวนมาก หากต้องการยกเลิกเป็นบางไฟล์ ก็ให้ทำดังนี้

 

 

1 สังเกตไฟล์ที่เหลือในตอนแรก

รูป

 

 

 

 

 

2 กดคีย์ <Command>ค้างไว้แล้วคลิกเฉพาะไฟล์ที่ต้องการ ยกเลิกผลลัพธ์จะเป็นการยกเลิกการเลือกเฉพาะบางไฟล์

 

 

                ในส่วนของแมคอินทอชจะใช้ปุ่ม <Command>สำหรับการเลือก หรือยกเลิกการเลือกไฟล์ แต่ในฝั่งของวินโดว์จะใช้ปุ่ม <Ctrl>

รูป

 

 

 

 

วิธีก๊อบปี้และย้ายไฟล์

                หาก ต้องการก๊อบปี้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการก๊อบปี้จากแผ่น CD/DVD ก๊อบปี้จากฮาร์ดดิสก์ภายนอก จากอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาอย่าง Flash Drive ตลอดจนการก๊อบปี้ข้อมูลใน Disk Image สามารถใช้วิธีการลากเมาส์ โดยเริ่มจากเลือกไฟล์ที่ต้องการจากนั้นให้ลากไปปล่อยที่ไอคอนปลายทาง

การก๊อบปี้ไฟล์ด้วยการลากเมาส์

                การ ก๊อบปี้ข้อมูลระหว่าดิสก์ เช่น การก๊อบปี้ไปยังฮาร์ดดิสก์อีกลูก หรือฮาร์ดดิสก์อีกวอลุม ตลอดจนการก๊อบปี้จากฮาร์ดดิสก์ไปยังอุปกรณ์พกพาอย่าง Flash Drive รวมทั้งการก๊อบปี้ไปยัง Disk Image (ไฟล์เดี่ยวๆ ที่ใช้แทนข้อมูลในดิสก์ หรือ CD/DVD) จะเป็นการก๊อบปี้ข้อมูลโอยอัตโนมัติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

1 คลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการ

รูป

 

 

 

2 ลากไฟล์ไปยังไอคอน Flash Drive ซึ่งเป็นรูปดิสก์สีขาว ซึ่งในระหว่างลากเมาส์เราจะพบเครื่องหมายบวกสีเขียว ซึ่งแสดงให้เราทราบว่าเป็นการก๊อบปี้ไฟล์ ไม่ใช่การย้ายไฟล์

 

 

 

 

รูป

 

การย้ายไฟล์ด้วยการลากเมาส์

การ ใช้วิธีลากเมาส์เพื่อก๊อบปี้ไฟล์ จะทำระหว่างดิสก์กับดิสก์ หรือกับอุปกรณ์ภายนอก แต่สำหรับการลากไฟล์ในดิสก์เดียวกัน จะเป็นการย้าย ไม่ใช่การก๊อบปี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. คลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการ
  2. ลาก เมาส์ไปวางยังโฟลเดอร์อื่นๆ ที่อยู่ในดิสก์เดียวกัน เช่น ลากไฟล์จาก Pictures มาวางไว้ที่ Desktop ซึ่งในระหว่างลากเมาส์จะไม่พบเครื่องหมายบวกสีเขียว ซึ่งแสดงให้ทราบว่านี้เป็นการย้ายไฟล์ ไม่ใช่การก๊อบปี้ไฟล์

 

 

 

2 ลากเมาส์ไปวางยังโฟลเดอร์อื่นๆ ที่อยู่ในดิสก์เดียวกัน

 

1 คลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการ

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใช้ปุ่ม <Option>และ <Command>ควบคุมการย้ายและก๊อบปี้ไฟล์

                โดย ปกติ หากเราใช้วิธีลากเมาส์ไปยังโฟลเดอร์ต่างๆ ภายในดิสก์เดียวกัน จะเป็นการย้ายไฟล์อัตโนมัติ แต่หากมีการกดคีย์ <Option>ค้างไว้ในระหว่างการลากเมาส์จะเป็นการก๊อบปี้ไฟล์ไม่ใช่การ ย้ายไฟล์ส่วนการย้ายไฟล์ไปยังอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอกเราต้องกดคีย์ <Command> ค้างไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

1 คลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการค้างไว้จากตัวอย่างเป็นไฟล์ที่อยู่ใน Document

 

 

2 กดคีย์ <Option> ค้างไว้แล้วลากมายัง Desktop จะพบเครื่องหมายบวกสีเขียวซึ่งแสดงให้ทราบว่าเป็นการก๊อบปี้ไฟล์

รูป          

 

 

 

 

 

 

4 กดคีย์ <Command>ค้างไว้ลากไฟล์ไปยังไอคอนFlash Driveจะไม่พบเครื่องหมายบวกสีเขียว ซึ่งแสดงให้ทราบในทันทีว่าเป็นการย้ายไฟล์

 

3 ผลลัพธ์เป็นการก๊อบปี้ไฟล์มาไว้ที่ Desktop คลิกเลือกไฟล์ดังกล่าวค้างไว้

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

4 กดคีย์ <Command>ค้างไว้ลากไฟล์ไปยังไอคอน Flash Drive จะไม่พบเครื่องหมายบวกสีเขียว ซึ่งแสดงให้ทราบในทันทีว่าเป็นการย้ายไฟล์

 

3 ผลลัพธ์เป็นการก๊อบปี้ไฟล์มาไว้ที่ Desktop คลิกเลือกไฟล์ดังกล่าวค้างไว้

รูป

 

 

 

ก๊อบปี้ด้วยคำสั่ง Copy, Paste

<Command+C>สั่งก๊อบปี้ไฟล์โฟลเดอร์ที่เลือกไปฝากไว้ในหน่วยความจำ

<Command+X>ตัดเอาไฟล์โฟลเดอร์ที่เลือกไปฝากไว้ในหน่วยความจำ

<command+P>นำเอาไฟล์โฟลเดอร์ที่ฝากไว้ในหน่วยความจำมาแปะไว้ในหน้าต่างปัจจุบัน

<Command+Z>ยกเลิกคำสั่งล่าสุด เช่น หากเผลอลบข้อมูล หรือย้ายไฟล์ผิดที่ผิดทาง

สำหรับ ผู้อ่านบางท่านที่ไม่ชอบการใช้เมาส์ลาก อาจใช้คำสั่ง Copy, Cut และ Paste ในการย้ายไฟล์โฟลเดอร์ได้ ซึ่งขั้นตอนการใช้งานเหมือนกับที่เราคุ้นเคยใน Windows XP, Windows Vista หรือใน Windows 7 โดยตอนแรกให้เลือกไฟล์โฟลเดอร์ที่ต้องการเสียก่อน จากนั้นให้เลือกคำสั่ง Edit>Cut หรือ Edit>Copy จากนั้นให้ไปยังโฟลเดอร์ปลายทาง แล้วเลือก Edit>Paste ก็จะเป็นการย้ายและก๊อบปี้ไฟล์ตามลำดับ และในระหว่าใช้คำสั่ง Cut หรือ Copy อยู่นั้น สามารถใช้คีย์ลัดร่วมด้วยได้ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 เลือกไฟล์โฟลเดอร์ที่ต้องการก๊อบปี้

 

2 คลิกปุ่ม Action แล้วเลือกเมนู Copy หรือ กดคีย์ลัด <Command+C>หรือเลือกเมนูEdit>Copy เพื่อสั่งก๊อบปี้ข้อมูล

 

 

 

รูป

3 ให้เปิดโฟลเดอร์ปลายทาง

4 คลิกปุ่ม Action แล้วเลือก Paste Item หรือกดคีย์ <Command+V>หรืออาจใช้วิธีเลือกเมนู Edit>Paste แทนก็ได้

รูป

 

 

การ ใช้คำสั่ง Copy และ Paste ด้วยการใช้คีย์บอร์ดแล้ว เรายังสามารถใช้วิธีคลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือกคำสั่ง Copy จากนั้นให้ไปยังโฟลเดอร์ปลายทาง แล้วคลิกขวาในบริเวณว่างๆ และเลือกคำสั่ง Paste แทนก็ได้ หรือถ้าใครถนัดที่จะใช้ปุ่ม Action Button สามารถคลิกแล้วเลือกคำสั่งในการก๊อบปี้และการแปะข้อมูลได้เช่นเดียวกัน

 

 

 

 

1 คลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือก Copy

 

 

 

 

รูป

 

 

 

 

 

2 ไปยังโฟลเดอร์ปลายทาง

3 คลิกขวาแล้วเลือก Paste Item

 

 

3 กดคีย์ <Option>เมนูคำสั่งที่ปรากฏจะเปลี่ยนไป

 

2 สังเกตเมนูคำสั่งที่ปรากฏ

 

1 คลิกขวา

 

                ขณะที่เราคลิกขวาเพื่อเรียกเมนูพิเศษ (Contextual Menu) ให้กดคีย์ <Option>ก็จะพบว่าเมนูคำสั่งที่ปรากฏนั้นจะเปลี่ยนไป ดังรูป

 

รูป

 

 

 

รูป

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีย้ายหรือก๊อบปี้ด้วยเทคนิค Sprint-loaded

ใน แมคมีเทคนิคหนึ่งที่หลายคนนิยมนำมาใช้ในการย้ายหรือก๊อบปี้ไฟล์ เราเรียกเทคนิคนี้ว่า Sprint-loaded กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์ โฟลเดอร์ ด้วยวิธีลากแล้ววางค้างไว้ที่ฮาร์ดดิสก์หรือโฟลเดอร์แมคก็จะทำการขยายแสดง โฟลเดอร์ย่อยอัตโนมัติดังแสดงในตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

 

1 คลิกไฟล์ที่ต้องการย้าย(หรือก๊อบปี้)

 

 

 

2 ลากไฟล์ไปยังไอคอน Document stack ที่อยู่บน Dock ค้างไว้สักครู่ โดยอย่าเพิ่งปล่อยปุ่มเมาส์

รูป

 

 

3 แมคจะแสดงโฟลเดอร์ Document อัตโนมัติพอถึงขั้นตอนนี้ก็อย่าเพิ่งปล่อยเมาส์

 

 

 

4 ลากไปยังโฟลเดอร์แล้ววางค้างเอาไว้ รอสักครู่ก็จะปรากฏโฟลเดอร์ย่อยอีกครั้ง

รูป

 

 

 

 

 

 

5 พอถึงโฟลเดอร์ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางก็ให้ปล่อยเมาส์

รูป

 

 

 

ใน การลากค้างไว้นั้น แมคจะรอเวลาช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดโฟลเดอร์ย่อยๆ ออกมาซึ่งผู้ใช้สามารถควบคุมเวลาในการรอคอยก่อนการแสดงโฟลเดอร์ย่อยๆ นี้ได้ ดังนี้

 

3 แดรกเมาส์ปรับเวลาหน่วงตามต้องการ

 

2 คลิกที่ General

 

1 คลิกที่เมนู Finder>Preferences

รูป                                                           รูป

 

 

 

 

 

                ในระหว่าลากไฟล์ หากเกิดเปลี่ยนใจ ไม่ต้องการย้ายหรือก๊อบปี้ ให้กดคีย์ <Esc>ไอคอนที่ปรากฏในขณะลากจะหายไป พร้อมทั้งคำสั่งก็จะถูกยกเลิกไปด้วยในทันที ส่วนกรณีที่ย้ายไฟล์ผิดที่ผิดทาง เช่น ย้ายไปผิดหน้าต่าง สวามารถยกเลิกคำสั่ง โดยสั่ง Undo ด้วยการกดคีย์ <Command+Z>หรือเลือกเมนู Edit>Undo

 

 

 

 

 

การสร้างและใช้งาน Alias

เนื่องจาก ไฟล์โฟลเดอร์ที่มีอยู่ในเครื่องมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การเปิดไฟล์ เปิดโปรแกรม รวมถึงการเข้าถึงไฟล์หนึ่งๆ อาจมีหลายขั้นตอน ทำให้เสียเวลา ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการทำ เราจึงนิยมสร้างทางลัดเพื่อชี้ไปยังข้อมูลโดยตรง เรียกว่า Alias สำหรับวิธีการสร้าง Alias มีขั้นตอนดังนี้

  1. ก่อนอื่นให้คลิกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการสร้าง Alias
  2. เลือกคำสั่ง File>Make Alias หรือคลิกขวาแล้วเลือก Make Alias หรือคลิกปุ่ม Action  แล้วเลือก Make Alias ก็ได้
  3. จะ ปรากฏไอคอนในโฟลเดอร์นั้นๆ โดยให้สังเกตที่ไอคอนจะมีเครื่องหมายลูกศรสีดำเล็กๆ ที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเป็นการบอกให้ผู้ใช้ทราบว่า นี่คือ Alias ไม่ใช่ข้อมูลจริงๆ เป็นเพียงตัวชี้ไปยังข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น
  4. ลากไอคอน Alias ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ไว้ที่หน้าจอ Desktop
  5. ให้ดับเบิลคลิกที่ Alias จะเป็นการเปิดไฟล์ต้นฉบับอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาแต่อย่างใด

 

รูป

 

1 คลิกที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการสร้าง Alias

 

2 คลิกปุ่ม Actions แล้วเลือก Make Alias

 

 

 

 

 

 

3 จะปรากฏไอคอนในโฟลเดอร์นั้นๆ โดยให้สังเกตที่ไอคอนจะมีเครื่องหมายลูกศรสีดำเล็กๆ ที่มุมซ้ายล่าง

 

 

 

 

รูป

 

5 ให้ดับเบิลคลิกที่ Alias จะเป็นการเปิดไฟล์ต้นฉบับอย่างรวดเร็ว

 

4 ลากไอคอน Alias ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ไว้ที่หน้าจอ Desktop

รูป

 

 

 

 

Alias เป็นเพียงทางลัดในการเข้าถึงไฟล์โฟลเดอร์ เป็นเพียงตัวชี้ ไม่มีผลต่อไฟล์ต้นฉบับ เช่น การลบ Alias เป็นเพียงตัวชี้ มีมีผลใดๆ ต่อไฟล์ต้นฉบับเลย แต่ในทางกลับกัน หากไฟล์ต้นฉบับถูกลบ Alias ก็ยังคงอยู่ยังไม่มีการลบออกไป และเมื่อเราดับเบิลคลิกที่ Alias ดังกล่าว ระบบจะหาไฟล์ต้นตอไม่เจอ ก็จะปรากฏหน้าต่างฟ้องให้เราลบ Alias หรือค้นหาไฟล์ต้นทางที่ถูกต้อง ดังรูป

 

<Option+Command> ค้างแล้วลากมายัง Desktop

 

                นอกจากจะใช้คำสั่งในการสร้าง Alias แล้ว ยังสามารถใช้คีย์บอร์ดพร้อมกับการลากเมาส์ช่วยในการสร้า Alias ได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยให้กดคีย์ <Command>ค้างไว้ จากนั้นก็ลากไฟล์ออกไปก็จะเป็นการสร้าง Alias เพิ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และถ้าหากกดคีย์ <Option+Command>ค้างไว้ แล้วลากไฟล์โฟลเดอร์ออกนอกหน้าต่างจะมีการสร้าง Alias แต่จะไม่มีคำว่า Alias ที่ชื่อไฟล์

 

 

 

รูป

 

คลิกปุ่ม Fix Allasเพื่อต้องการค้นหาไฟล์ต้นทาง ในกรณีที่มีการย้ายไฟล์โฟลเดอร์ต้นทางไปด้วย

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีลบไฟล์ และการใช้งาน Trash

ไฟล์ ที่เราไม่ต้องการแล้วสามารถลบทิ้งไปได้ โดยไฟล์ที่ลบถูกนำไปพักไว้ใน Trash โดยยังไม่ได้ลบออกไปจากเครื่องจริงๆ แต่หากแน่ใจว่าไม่ใช่ไฟล์ดังกล่าวแล้วก็สามารถเคลียร์ข้อมูลออกจาก Trash ได้

วิธีการลบไฟล์ในแมค สามารถทำไดหลายวิธี ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 คลิกที่ไฟล์แล้วลากไปทิ้งใน Trash

รูป

 

 

 

2 คลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือก Move to Trash

 

 

3 เลือกคำสั่ง File>Move ToTrash

รูป

 

 

 

 

 

4 กดคีย์ <Command>ค้างๆไว้ตามด้วย <Delete>

รูป

 

การ Lock ไฟล์ป้องกันการลบโดยไม่ตั้งใจ

                หาก ไฟล์ใดไม่ต้องการให้ย้าย หรือถูกนำไปทิ้งใน Trash โดยไม่ได้ตั้งใจ เราควรทำการล็อกไฟล์เอาไว้ โดยการคลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือก Get info จากนั้นให้คลิกที่ Lock ผลลัพธ์ก็คือไอคอนจะมีรูปกุญแจเล็กๆ อยู่ที่มุมซ้ายด้านล่าง เป็นการแสดงสถานะให้ทราบว่าไฟล์นี้ถูกล็อกไม่สามารถลบแบบปกติได้ ต้องมีการยืนยันจากผู้ใช้ก่อน นอกจากนั้นแล้วหากต้องการย้ายไฟล์ ก็จะไม่สามารถทำได้อีกด้วย (แต่สามารถก๊อบปี้ได้)

 

 

 

1 คลิกขวาแล้วเลือก Get info

 

 

รูป

 

 

 

รูป                                                                              รูป

2 คลิกที่ Locked จากนั้นให้คลิกปิดหน้าต่าง

 

3 ผลลัพธ์ไฟล์ที่ถูกล็อกจะมีรูปกุญแจแสดงไว้ ให้กด<Command+Delete>ทดลองลบไฟล์

 

 

 

 

 

4 จะปรากฏหน้าต่างเตือนว่าต้องการลบไฟล์นี้จริงๆ หรือไม่

รูป

 

เมื่อ ใดที่ต้องการยกเลิกการล็อก ก็ให้ทำเช่นเดิม คือ คลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือก Get info จากนั้นให้คลิกเอาเครื่องหมายถูกที่ Locked ออกเท่านั้นเอง

 

การกู้ข้อมูลจาก Trash

                   การ ลบไฟล์ในแมค คล้ายกับการลบไฟล์ในส่วนของวินโดว์ คือ ไฟล์ที่ลบจะถูกนำไปพักยังถังขยะ (Trash) ซึ่งหากผู้ใช้เปลี่ยนใจอยากนำไฟล์ที่เคยลบกลับมาใช้ เราก็สามารถกู้ไฟล์จาก Trash ได้ดังนี้

 

1 คลิกที่ไอคอน Trash บน Dock

 

 

รูป

 

2 จะปรากฏไฟล์ที่ได้ถูกลบให้คลิกไฟล์ที่ต้องการกู้คืน

 

 

 

3 คลิกปุ่ม Quick Look เพื่อดูตัวอย่างไฟล์ หรืใช้วิธีกด <spacebar>ก็ได้

รูป

 

 

 

 

 

 

4 จะพบข้อมูลตัวอย่างภายในไฟล์ที่เลือกในขั้นตอนที่แล้ว

รูป

 

 

 

5 ลากไฟล์ออกจากหน้าต่าง Trash กลับมาวางบน Desktop หรือคลิกขวาที่ไฟล์แล้วเลือกเมนู Put Back เพื่อกู้ไฟล์กลับไปยังโฟลเดอร์เดิม

 

 

รูป

 

 

ล้างข้อมูลใน Trash

การ ลบข้อมูลโดยการนำไปไว้ใน Trash เป็นเพียงลบข้อมูลแบบชั่วคราว คือ สามารถนำข้อมูลกลับมาได้ตลอดเวลา แต่การฝากข้อมูลไว้ที่ Trash เป็นจำนวนมากนั้นเราจะเสียเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์จำนวนหนึ่งไป ดังนั้น หากแน่ใจว่าข้อมูลใน Trash ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป ก็สมควรที่จะล้างทิ้ง

 

1 คลิกขวาที่ Trash แล้วเลือก Empty Trash

 

 

รูป

 

 

2 ยืนยันอีกครั้งด้วยการคลิกปุ่ม Empty Trash

รูป

 

 

3 ไอคอน  Trashจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นถังขยะเปล่าๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีข้อมูลใดอยู่แล้วนั่นเอง

รูป

 

 

 

ล้างข้อมูลโดยไม่ให้กู้ได้อีก

การ ล้างข้อมูลออกจากถังขยะ (Trash) ยังไม่ใช่การลบข้อมูลอย่างถาวรจริงๆ เป็นเพียงการลบตัวชี้ ซึ่งชี้ไปยังไฟล์ หมายความว่าไฟล์ยังไม่ถูกทำลายไปจริงๆ เพียงแต่เรามาสามารถนำข้อมูลดังกล่ามาใช้ได้เท่านั้น มีโปรแกรมอยู่หลายๆ โปรแกรมที่สามารถกู้ข้อมูลที่ลบออกจาก Trash ไปแล้วได้ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ หากเราเผลอลบข้อมูลไปโดยไม่ตั้งใจ เราก็สามารถกู้ข้อมูลอันเป็นที่รักกลับมาได้ แต่ถ้าเราต้องการลบข้อมูลความลับ แต่มีคนกู้ขึ้นมาได้ เราคงไม่ชอบเท่าใดนัก

ดัง นั้น หากต้องการล้างข้อมูลใน Trash แบบถาวร ในแบบที่ไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้อีก จะต้องมีการเขียนข้อมูลทับลงไปในพื้นที่บริเวณนั้นๆด้วย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำเอง เพราะสามารถสั่งให้ลบและเขียนทับข้อมูลในพื้นที่ดังกล่าว โดยเลือกคำสั่ง Finder>secure Empty Trash จะปรากฏหน้าต่างให้ยืนยัน โดยคลิกเลือก OK อีกครั้ง หรือในขณะที่คลิกขวาที่ Trash ก็ให้กดคีย์ <Command>ก็จะพบเมนูสำหรับเลือก Secure Empty Trash เช่นเดียวกัน

 

 

1 กดคีย์ <Command>ค้างไว้แล้วคลิกขวาที่ Trash

 

 

2 คลิกเลือกเมนู

Secure Trash ซึ่งหมายถึง Secure Empty Trash นั่นเอง

รูป

 

 

 

Secure Empty Trash เป็นการล้างข้อมูลออกจาก Trash พร้อมทั้งเขียนข้อมูลทับลงไปอีกด้วย ทำให้ข้อมูลเดิมถูกทำลาย ซึ่งยากจะกู้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้อีก

 

                หากกดคีย์ <Option>ค้างไว้ระหว่างการเลือกเมนู Finder>Secure Empty Trash จะไม่ปรากฏหน้าต่างเตือนเพื่อรอคำยืนยันจากผู้ใช้

 

 

 

คีย์ลัดที่ใช้สำหรับการจัดการไฟล์

เพื่อ ให้ผู้ใช้สามารถจัดการไฟล์โฟลเดอร์ได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้ใช้คีย์บอร์ดแทนการใช้เมาส์ เพราะการกดคีย์บอร์ดสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าและไม่ต้องเพ่งสายตาในการ เลื่อนตัวชี้เมาส์อีกด้วย ตารางต่อไปนี้เป็นคีย์ลัดพื้นฐานที่ควรทราบของแมค สำหรับใช้ในการจัดการไฟล์โฟลเดอร์

Shortcut Key จุดประสงค์ที่ต้องการ
<Command+C>

<Command+V>

<option>+ แดรกเมาส์

 

<Command+Option>+แดรกเมาส์

<Command+Delete>

<Shift+Command+Delete>

<Option+Shift+Command+Delete>

<Option> เล้วเลือกเมนู

Finder>Secure Empty Trashก๊อบปี้ข้อมูล

วางข้อมูล

ก๊อบปี้ข้อมูลระหว่างโฟลเดอร์ในฮาร์ดดิสก์ หรืออุปกรณ์เดียวกัน

สร้าง Alias

ลบไฟล์ โดยไปฝากไว้ที่ Trash

ล้างข้อมูลใน Trash

ล้างข้อมูลใน Trash โดยไม่มีหน้าต่างเตือน

ล้างข้อมูลใน Trash พร้อมเขียนทับข้อมูล

โดยไม่มีหน้าต่างเตือน

 

เข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็วด้วย Stack

                   Stack  เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของแมค ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานไฟล์โฟลเดอร์ที่อยู่ในเครื่องได้อย่าง รวดเร็ว สำหรับใน Mac OS X Snow Leopard ได้เตรียม Stack มาให้เราใช้งานอยู่ 3 ชุด ได้แก่ Application Stack, Download Stack และ Documents Stack จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกโปรแกรมในโฟลเดอร์ Application เข้าดูข้อมูลในโฟลเดอร์ Download และ Documents ได้โดยง่าย ดังแสดงในตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

1 คลิกที่ไอคอน Downloads Stack ซึ่งอยู่บริเวณ Dock

รูป

 

2 แมคจะแสดงข้อมูลที่อยู่ภายใน Stack ซึ่งในที่นี้คือ ข้อมูลในโฟลเดอร์ Download

 

 

3 คลิกไฟล์ที่ต้องการเปิดใช้งาน

รูป

 

 

Stack จะไม่แสดงข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ใน Stack แต่จะแสดงเฉพาะข้อมูลล่าสุด หรือข้อมูลที่ใช้งานบ่อยๆ เท่านั้น ซึ่งหากต้องการดูข้อมูลทั้งหมดใน Stack ก็สามารถทำได้ โดยคลิกที่ไอคอน และถ้าสังเกตจะพบว่าในระหว่างเรียกใช้งาน Stack จะมีข้อความบอกให้ทราบว่า ยังมีข้อมูลที่ไม่ได้แสดงเป็นจำนวนเท่าใดอีกด้วย

 

1 คลิกที่ Documents Stack

 

 

รูป

 

2 จะปรากฏข้อความบอกให้ทราบว่าไฟล์ที่ยังไม่ได้แสดงให้เห็นอีกเป็นจำนวนเท่าใด

 

 

 

3 คลิกเพื่อให้แสดงข้อมูลที่เหลือ

รูป

 

 

 

 

 

 

เลือกรูปแบบการแสดงข้อมูลใน Stack

                Stack สามารถแสดงข้อมูลได้ 3 แบบ คือ แบบ Fan แบบ Grid และแบบ List ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่อยู่ภายใน Stack หากภายใน Stack มีข้อมูลไม่มากนัก ก็จะแสดงข้อมูลเรียงเป็นเส้นโงคล้ายการคลี่พัด (Fan) แต่หากข้อมูลใน Stack มีมากขึ้นจะแสดงในลักษณะตาราง (Grid) หรือแสดงเป็นรายการเรียงต่อกันไป (List)

 

 

 

Stack ในมุมมองแบบ Fan

 

 

รูป

 

 

 

Stack ในมุมมองแบบ Grid

รูป

 

 

Stack ในมุมมองแบบ List

 

 

รูป

 

 

 

 

 

โดย ปกติแมคจะพิจารณาจำนวนข้อมูลใน Stack แล้วเลือกวิธีแสดงข้อมูลที่เหมาะสมมาให้อัตโนมัติ แต่ผู้ใช้ก็สามารถกำหนดวิธีแสดงข้อมูลใน Stack ด้วยตัวเองได้

  1. คลิกขวาที่ Stack
  2. เลือกวิธีแสดงข้อมูลใน Stack

-Automatic สั่งให้แมคเลือกวิธีแสดงข้อมูลใน Stack โดยอัตโนมัติ

-Fan แสดงข้อมูลในลักษณะตาราง

-Grid แสดงข้อมูลในลักษณะตาราง

-List แสดงเป็นรายการเรียงต่อกันไป

 

 

 

 

1 คลิกขวาที่ Stack

 

 

1 คลิกที่ Application Stack

 

                ใน Mac OS X Snow Leopard ได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ คือ เมื่อมีการแสดง Stack ในแบบ Grid เราสามารถคลิกที่โฟลเดอร์เพื่อดูข้อมูลย่อยๆ ในโฟลเดอร์นั้นๆ และสามารถย้อนกลับมายังโฟลเดอร์หลักได้อีกด้วย

 

รูป

 

2 เลือกวิธีแสดงข้อมูลใน Stack

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2 คลิกที่โฟลเดอร์ Utillties

 

 

รูป

3 แสดงโปรแกรมที่อยู่ในส่วนของ Utillties

 

 

 

 

4 คลิกเพื่อย้อนกลับไปยังหน้าจอเดิม

รูป

การเรียงลำดับข้อมูลใน Stack

                ปกติ แล้ว ข้อมูลที่ปรากฏใน Stack จะเรียงตามวันเวลาที่มีการใช้งานไฟล์ คือ ไฟล์ที่เพิ่งถูกใส่เข้าไปใน Stack จะอยู่ในรายการด้านบนสุด หรือหากมีการเปิดหรือใช้งานไฟล์ใดบ่อยๆ ก็จะปรากฏในรายการของ Stack แต่ถ้าผู้ใช้ต้องการจัดเรียงข้อมูลใน Stack เสียใหม่ เช่น เรียงตามชื่อไฟล์ เรียงตามวันเวลาที่มีการแก้ไขไฟล์ ฯลฯ ก็สามารถแก้ไขได้ ดังขั้นตอนต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 คลิกขวาที่ Stack

 

 

2 ในส่วนของ Sart by ให้เลือกวิธีจัดเรียงข้อมูลใน Stack

 

 

รูป

 

วิธีสร้างและลบ Stack

                ใน เบื้องต้น Mac OS X Snow Leopard ได้เตรียม Stack มาให้ใช้ 3 ชุด คือ Document Stack และ Download Stack แต่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไข Stack ได้ เช่น เพิ่ม Stack ใหม่ หรือลบ Stack ที่ไม่ต้องการทิ้งไปได้ โดยการลบ Stack ไม่ใช่การลบข้อมูลต้นฉบับ เป็นเพียงการลบตัวชี้ไปยังข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น

 

1 ที่หน้าต่าง Finder ให้คลิกโฟลเดอร์ที่ต้องการใช้เป็น Stack

 

 

2 ลากโฟลเดอร์ Movies มายัง Stack

รูป

 

 

 

 

 

3 ผลลัพธ์จะได้ Stack ใหม่ ซึ่งในที่นี้คือ Movies Stack ให้ทดลองคลิกที่ Stack ก็จะพบไฟล์วีดีโอใน Movies stack ตามต้องการ

รูป

 

 

 

4 สำหรับการลบ Stack ทำได้ง่ายๆ โดยการคลิกที่ Stack ค้างไว้

รูป

5 ลาก Stack ออกมาจาก Dock ก็จะเป็นการลบ Stack ทันที ซึ่งวิธีนี้เป็นเพียงการลบ Stack ไม่ใช่การลบข้อมูลจริงแต่อย่าใด

 

 

รูป

 

 

วิธีเพิ่มและลบข้อมูลผ่าน Stack

                โดย จุดประสงค์ของ Stack คือ การนำโฟลเดอร์ที่เราใช้งานบ่อยๆ มาใส่ไว้บน Dock ผลที่ได้คือ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ที่อยู่ภายใน Stack ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการเข้าเปิดดูข้อมูลอย่างรวดเร็วแล้ว เรายังสามารถใช้ Stack ในการจัดการข้อมูลได้อีกด้วย เช่น การเพิ่มไฟล์ลงในโฟลเดอร์ และลบไฟล์ออกจากโฟลเดอร์

วิธีเพิ่มข้อมูลไปยังโฟลเดอร์ ผ่านทาง Stack ทำได้ดังนี้

 

1 เปิดหน้าต่าง Finder

 

 

 

3 ลากไปยัง Stack ผลลัพธ์ข้อมูลดังกล่าวถูกย้ายหรือก๊อบปี้ไปยังโฟลเดอร์ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย

 

2 คลิกเลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ

รูป

 

 

 

ใน การลบข้อมูลในโฟลเดอร์ เราสามารถผ่าน Stack ประโยชน์คือ ไม่ต้องเสียเวลาในการเปิดโฟลเดอร์ ก็สามารถลบไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว โดยการลบข้อมูลผ่าน Stack นั้น เป็นการลบไฟล์จริงๆ ไม่ใช่การลบตัวชี้แต่อย่างใด

1 คลิกที่ Stack จะปรากฏไฟล์โฟลเดอร์ที่อยู่ใน Stack

 

 

2 คลิกที่ไฟล์ที่ต้องการลบค้างเอาไว้

รูป

 

3 ลากไปทิ้งใน Trash เพื่อลบข้อมูลดังกล่าว

 

 

 

รูป

 

การกำหนด Labelให้กับไฟล์

                การ กำหนด Label หรือโค้ดสีให้กับไฟล์ ช่วยให้เราสามารถสังเกตเห็นไฟล์ที่ต้องการได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นแล้วการค้นหาไฟล์ ก็สามารถค้นหาตาม Label ที่กำหนดได้อีกด้วย

 

 

1 คลิกเพื่อเปลี่ยนมุมมองเป็น List View เพื่อให้สะดวกในการดูรายการไฟล์

 

2 คลิกที่ Kind เพื่อเรียงลำดับไฟล์ตามชนิดของไฟล์

 

 

 

 

 

5 กำหนด Label โดยการคลิกเลือกสีที่ต้องการ

 

3 แครกเมาส์เลือกไฟล์ โดยเลือกไฟล์ทั้งหมดภายในกลุ่มที่ต้องการ

 

4 คลิกปุ่ม Actions

รูป

 

 

 

 

 

6 จะปรากฏโค้ดสีที่ไฟล์

 

 

รูป

 

ในกรณีที่ต้องการยกเลิกโค้ดสี สามารถทำได้ง่ายๆ คือ เลือกไฟล์ที่ต้องการทั้งหมดจากนั้นก็คลิกยกเลิกการใช้ Label ดังนี้

 

2 คลิกปุ่ม Actions

 

1 เลือกไฟล์ที่ต้องการยกเลิกโค้ดสี

 

 

 

3 คลิกปุ่ม กากบาท ก็จะเป็นการยกเลิก Label ในทันที

รูป

 

 

 

1 ในหน้าต่าง Finder ให้คลิก File>Preferences

โดย ปกติชื่อ Label จะมีชื่อตามสี เช่น Red, Green, Blue แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนชื่อ Label ให้เหมาะสมกับประเภทไฟล์ ก็ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

 

2 คลิกที่ Label

 

 

รูป

3 คลิกแล้วเปลี่ยนชื่อตามความเหมาะสม

 

4 คลิกเพื่อปิดหน้าต่าง

รูป

 

 

การบีบและการขยายไฟล์ในแมค

เพื่อ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล หลายคนนิยมบีบอัดข้อมูล (เรียกว่า Compress) โดยในระหว่างขั้นตอนในการบีบข้อมูลจะใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังการบีบอัดข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะต้องยังอยู่ครบถ้วน ซึ่งวิธีการบีบข้อมูลในเครื่องแมค ไม่ต่างจากที่เราคุ้นเคยในวินโดว์มากนัก ดังนี้

 

1 แดรกเมาส์เลือกไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการบีบอัด

 

 

2 คลิกขวาแล้วเลือก Compress หรืออาจใช้วิธีคลิกที่ปุ่ม Action แล้วเลือกเมนู Compress แทนก็ได้

รูป

 

 

 

 

 

 

 

3 จะเลือกไฟล์นามสกุล Zip ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการบีบอัดข้อมูลในขั้นตอนที่ 2

รูป

 

 

 

หลัง จากที่ได้บีบไฟล์เป็นที่เรียบร้อย หากต้องการใช้งานไฟล์ดังกล่าว จะต้องทำการขยายไฟล์ให้อยู่ในสภาพปกติเสียก่อน ซึ่งวิธีการขยายไฟล์ (เรียกว่า Uncompress) โดยในเครื่องแมคจะมีวิธีการขยายไฟล์ ดังนี้

 

 

1 ดับเบิลคลิกที่ไฟล์

รูป

                โดยพื้นฐานแมคสามารถขยายไฟล์นามสกุล .zip ได้แล้ว แต่อาจมีไฟล์บางนามสกุล เช่น .rar .sit .sitxที่แมคไม่สนับสนุน ดังนั้น หากต้องการบีบหรือขยายไฟล์ดังกล่าว แนะนำให้ติดตั้งโปรแกรม Stuffit Expander โดยสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บ www.stuffit.com

 

2 ผลลัพธ์ไฟล์จะถูกขยายโดยอัตโนมัติ

รูป

 

 

 

 

 

                ในการดาวน์โหลดไฟล์ .Zip มาจากอินเทอร์เน็ต แมคจะทำการขยายไฟล์ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งนำไฟล์ดังกล่าวไปเก็บไว้ยังโฟลเดอร์ Download

 

 

 

 

วิธีเขียนข้อมูลลงแผ่น CD/DVD

                โดย ความสามารถของแมคแล้ว สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น CD/DVD ได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม ซึ่งขั้นตอนพื้นฐานนั้นง่ายมาก เริ่มจากการใส่แผ่น CD หรือ DVD ลงไปที่ไดรว์ จากนั้นให้ทำตามขั้นตอน ดังนี้

 

1 หลังจากใส่แผ่น CD/DVD เปล่า ลงไปที่ไดรว์

 

 

 

รูป

 

 

2 เลือกข้อมูลที่ต้องการเขียนลงแผ่น

 

3 ลากเมาส์นำเอาข้อมูลไปใส่ในแผ่น CD หรือ DVD ที่อยู่ด้านซ้ายมือ

 

 

 

รูป

 

4 คลิกที่ไอคอน CD/DVD ที่อยู่ใน Sidebar

 

 

รูป

5 เราจะพบไฟล์ ทั้งหมดที่รอการเขียนลงแผ่น ให้คลิกปุ่ม Bum

 

 

6 กรอกชื่อแผ่นลงในช่อง Disc Name

 

 

                เครื่องแมคอินทอชในปัจจุบัน มีไดว์สำหรับเขียนแผ่นอยู่ 2 แบบ โดยแบบแรกเรียกว่า Combo Drive โดยรองรับการอ่านแผ่นได้ทั้ง CD และ DVD แต่ในการเขียนแผ่น สามารถเขียนได้เฉพาะแผ่น CD เท่านั้น (แผ่น CD-R/CD-RW) ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า Super Drive เป็นไดรว์ที่รองรับทั้งการเขียนทั้งแผ่น CD และ DVD (CD-R/CD-RW/DVD-R/DVD+R/DVD-RW/DVD+RW) แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Combo Driver จะกลายเป็นอดีต และอาจมีไดรว์รุ่นใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมาแทน เช่น ไดรว์แบบ Blu-ray หรือ HD-DVD ก็ได้

 

8 คลิกปุ่ม Bumเริ่มลงมือเขียนแผ่น

 

7 กำหนดความเร็วในการเขียนแผ่นใน Bum Speed

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การสร้าง Burn Folder

หาก เราต้องการเขียนไฟล์ลงแผ่น CD/DVD แต่ยังไม่ต้องการเขียนแผ่นในตอนนี้ เราสามารถจัดเตรียมข้อมูลเอาไว้ก่อน โดยการสร้างโฟลเดอร์ที่เรียกว่า Bum Folder และในภายหลังหากพร้อมที่จะเขียนลงแผ่น ก็สามารถนำเอาข้อมูลใน Bum Folder มาเขียนได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลารวบรวมข้อมูลเลย

 

1 เปิดหน้าต่าง Finder ขึ้นมาจากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก File>New Bum Folder

 

 

รูป

2 จะปรากฏโฟลเดอร์ Bum Folder ให้ลากข้อมูลที่ต้องการเขียนมายัง Bum Folder

 

 

 

รูป

3 เมื่อได้ข้อมูลจนครบแล้ว หากต้องการนำข้อมูลเหล่านี้เขียนลงแผ่น ให้คลิกขวาแล้วเลือกเมนู Bum

 

 

 

                สำหรับการลบแผ่น CD/DVD เราจะต้องใช้โปรแกรม Disk Utilities ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้ในบทที่ 6

รูป

 

 

 

 

 

 

 

แบ็คอัพและกู้ข้อมูลด้วย Time Machine

ตั้งแต่ Mac OS X Leopard จนถึง Mac OS X Snow Leopard มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปกู้ข้อมูลได้ทุกๆเมื่อที่ต้องการ โดยใช้คุณสมบัติที่เรียกว่า Time Machine จุดเด่นคือ เราสามารถกู้ข้อมูลที่เคยล้างออกไปจาก Trash ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ทั่วไป วีดีโอ เพลง รายชื่อเพื่อนๆที่ลบจาก Address Book ตลอดจนรูปภาพที่ลบในโปรแกรม iProto ฯนฯ ซึ่งการย้อนเวลากลับไปกู้ข้อมูลทำได้ง่ายมากๆ เราไม่จำเป็นต้องเป็นช่าง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ข้อมูล ก็สามารถกู้ข้อมูลได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

เปิดใช้งาน Time Machine

                   แต่ ก่อนที่จะกู้ข้อมูลนั้น จำเป็นต้องมีฮาร์ดดิสก์สำหรับแบ็คอัพข้อมูลเสียก่อน โดยปกติแล้วนิยมใช้ฮาร์ดดิสก์ต่อจากภายนอก แต่เราก็สามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องใช้แทนไปก่อนได้ โดยให้สร้างพาร์ติชันสำหรับเก็บข้อมูลเหล่านี้โดยเฉพาะ

ในการใช้งาน ครั้งแรกเราต้องทำการเปิด Time Machine และเลือกฮาร์ดดิสก์สำหรับแบ็คอัพข้อมูล เพื่อให้โปรแกรมตรวจสอบข้อมูล และเก็บข้อมูลเหล่านั้น โดยปกติการการแบ็คอัพครั้งแรกจะใช้เวลานานหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่เก็บอยู่ในเครื่องสำหรับใครที่ใช้ Mac OS X Snow Leopard การเริ่มแบ็คอัพก็จะใช้เวลาน้อยกว่าเครื่องแมคที่ใช้ Mac OS X Leopard อยู่พอสมควร

1 ต่อฮาร์ดดิสก์กับเครื่องแมค จากนั้นให้คลิกไอคอน Time Machine

 

 

รูป

 

2 ในการใช้งานครั้งแรก ให้คลิกที่ปุ่ม Set Up Time Machine

รูป

 

3 คลิกให้เป็น OK เพื่อเปิดใช้งาน Time Machine

รูป

 

 

 

 

4 คลิกเลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการใช้แบ็คอัพข้อมูล

 

 

5 คลิกปุ่ม Use for Backup

รูป

 

 

6 จะปรากฏเวลาบอกให้ทราบว่าจะดำเนินการแบ็คอัพให้ในเวลากี่นาทีในการใช้งานครั้งแรกอาจต้องใช้เวลาในการแบ็คอัพนานพอสมควร

 

 

รูป

 

 

 

7 เมื่อเสร็จแล้วให้ปิดหน้าต่างได้ทันที

 

 

                ในกรณีที่มีการเลือกแบ็คอัพในฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวกัน (เช่น มีการแบ่งพาร์ติชันไว้หลายๆ พาร์ติชัน)จะมีหน้าต่างเตือนว่า การเลือกแบ็คอัพในฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวกันนั้นไม่ปลอดภัย แต่ถ้ายังยืนยันจะใช้ไดรว์ดังกล่าว ให้คลิกปุ่ม Use Selected Volume

รูป

 

 

 

รูป

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการกู้ข้อมูลด้วย Time Machine

หลัง จากได้เปิดใช้งาน Time Machine ไปด้วย ไฟล์ทุกๆ อย่างที่โปรแกรมสนับสนุน จะถูกแบ็คอัพไว้ตลอดเวลา โดยจะเก็บไฟล์ในช่วงเวลาต่างๆเอาไว้ ในกรณีที่ไม่รู้ชื่อไฟล์แต่หากจำตำแหน่งโฟลเดอร์ซึ่งเก็บไฟล์ได้ ก็สามารถค้นหาไฟล์ในโฟลเดอร์ดังกล่าวได้ทันที หรือหากจำชื่อไฟล์ได้ แต่ลืมไปว่าได้เก็บไฟล์ไว้ในที่ใด ก็สามารถค้นจากชื่อไฟล์ได้อีกเช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

1 เปิดโฟลเดอร์ซึ่งเคยเก็บไฟล์ที่เผลอลบทิ้งไปโดยไม่ตั้งใจขึ้นมา

 

 

รูป

2 คลิกไอคอน Time Machine บน Dock

 

 

 

 

3 แดรกเมาส์เลือกวันเวลา

รูป

 

4 คลิกปุ่มลูกศร เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลา

 

 

 

 

 

 

6 คลิกปุ่ม Restore

 

5 เมื่อปรากฏไฟล์ที่เราต้องการให้คลิกที่ไฟล์ดังกล่าว

รูป

 

 

 

 

 

รูป

 

ใน กรณีที่เราไม่ทราบตำแหน่งที่เก็บไฟล์ ให้เปิดหน้าต่างค้นหา จากนั้นกรอกสิ่งที่เราต้องการค้นหา ถ้าหาไฟล์ดังกล่าวไม่พบ ก็ให้ย้อนเวลาไปดูว่าช่วงเวลาอื่นๆ มีไฟล์นี้อยู่หรือไม่ ดังนี้

 

1 ค้นหาไฟล์โดยเปิดหน้าต่าง Search กรอกชื่อไฟล์ที่เราต้องการลงไป ซึ่งในตัวอย่างจะไม่พบไฟล์ดังกล่าว

 

 

รูป

 

3 คลิกปุ่มลูกศร เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลา

 

2 คลิกไอคอน Time Machine บน Dock

 

 

 

 

 

4 เมื่อปรากฏไฟล์ที่เราต้องการ ให้คลิกที่ไฟล์ดังกล่าว

 

5 คลิกปุ่ม Restore

รูป

Share Button
1649 Total View 3 View Today
(Visited 115 times, 1 visits today)

ใส่ความเห็น