7.จัดการโปรแกรมในแมค

บทที่ 7

จัดการโปรแกรมในแมค

ต่อ เนื่องจากบทที่แล้ว ซึ่งได้แนะนำโปรแกรมยอดฮิตบนแมคไปแล้ว ซึ่งแม้ว่าจะมีโปรแกรมแถมมาให้เป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็อาจไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ หลายคนจึงเสาะหาโปรแกรมใหม่ๆ มาติดตั้งลงบนเครื่องแมค เพื่อเพิ่มเขี้ยวเล็บทำให้แมคมีความสมบูรณ์แบบในแนวทางที่ต่างกันออกไป

สำหรับ ในบทนี้ ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งและการลบโปรแกรมออกจาก เครื่องแมค โดยจะเริ่มจากวิธีการเปิดโปรแกรมในแนวทางต่างๆ การสลับการทำงานระหว่างโปรแกรม ด้วยการใช้คีย์บอร์ด หรือสลับโปรแกรมโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Expose’ และการสลับหน้าจอด้วย Space ตลอดจนการติดตั้งโปรแกรมในรูปแบบต่างๆ แต่ที่ขาดไม่ได้คือ วิธีการลบโปรแกรมออกจากเครื่องแมคซึ่งอยู่ในตอนท้ายของบทนี้อีกด้วย

 

หลายหลากวิธีในการเปิดโปรแกรมบนแมค

ดัง ที่กล่าวไปแล้วในบทแรกๆ ของหนังสือ ถึงวิธีการเปิดโปรแกรมในแมคด้วยการคลิกที่ที่ปุ่มไอคอนบน Dock ตลอดจนการเข้าไปยังโฟลเดอร์ Applications แล้วดับเบิลคลิกโปรแกรมที่ต้องการใช้งาน โดยวิธีทั้งสองเป็นวิธีพื้นฐานของการเปิดโปรแกรมบนแมคที่มีผู้ใช้งานมาก ที่สุด แต่นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว เรายังสามารถเปิดโปรแกรมด้วยการสร้าง Alias ซึ่งเป็นทางลัดในการเข้าถึงโปรแกรมได้แนวทางหนึ่งด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดับเบิลคลิกไอคอนโปรแกรม เพื่อเปิดโปรแกรม

 

คลิกไอคอนใน Applications Stack

 

 

 

ดับเบิลคลิก Alias เพื่อเปิดโปรแกรม

คลิกที่ไอคอนบน Dock

รูป

 

 

 

สำหรับการสร้าง Alias เพื่อเรียกใช้งานโปรแกรมบนแมค มีขั้นตอน เหมือนกับการสร้าง Alias ให้กับไฟล์หรือโฟลเดอร์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

1 คลิกที่ Applications Stack ซึ่งอยู่บน Dock

รูป

2 กดคีย์ <Option>และ <command>ค้างเอาไว้คลิกแล้วลากไอคอนโปรแกรมมาวางไว้ที่ Desktop

 

 

 

 

3 ผลลัพธ์เป็นการสร้าง Alias ซึ่งเป็นทางลัดในการเรียกโปรแกรมทันที

รูป

 

 

 

เปิดโปรแกรมที่เพิ่งใช้งานไปไม่นาน

ใน แมคจะมีการเก็บประวัติว่า ครั้งล่าสุดได้มีการเปิดโปรแกรมใด เปิดไฟล์ใด หรือมีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ใดบ้าง โดยจะมีการเก็บประวัติการใช้งานจำนวน 10 รายการ ซึ่งเราสามารถเปิดดูประวัติการใช้งาน รวมถึงสามารถเปิดไฟล์เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนี้

 

1 คลิกที่ปุ่ม Apple Manu      และเลือกเมนู Recent Items

 

2 จะปรากฏรายการที่พึ่งใช้งานล่าสุด 10 รายการ โดยแบ่งเป็นไฟล์ที่เปิดใช้งานล่าสุด โปรแกรมที่ใช้งานล่าสุดและคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อล่าสุด ตามลำดับ

 

 

 

 

 

3 สำหรับในตัวอย่างให้คลิกเปิดโปรแกรม QuickTime Player ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เพิ่งใช้งานล่าสุด

รูป

 

 

 

 

 

โดยปกติแล้ว จะมีการเก็บประวัติการใช้งานเอาไว้ 10 รายการ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนจำนวนรายการ ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1 คลิกเพื่อเปิดหน้าต่าง System Preferences

 

 

รูป

 

2 คลิกไอคอน Appearonceสำหรับการแก้ไขเกี่ยวกับหน้าตาของ Mac OS X

รูป

 

3 ในส่วนของ Number of recent Items แสดงให้เห็นว่า Mac OS X จะเก็บประวัติการทำงานของเราเอาไว้ ซึ่งค่าเริ่มต้นจะแสดงรายการล่าสุดเพียง 10 รายการ โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนจำนวนรายการโปรแกรม จำนวนรายการเอกสารหรือจำนวนรายการ Server ที่เชื่อมต่อ แยกกันอย่างอิสระ

 

 

 

คลิกเพื่อลบประวัติ

 

                โดยปกติจะมีการเก็บประวัติการใช้งานไฟล์ การใช้งานโปรแกรม และการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เอาไว้ แต่ถ้าเราไม่ต้องการให้คนอื่นทราบ หรือต้องการลบประวัติเหล่านี้ทิ้งไป ก็สามารถทำได้โดยการคลิกปุ่ม Apple Manu    จากนั้นเลือกคำสั่ง Recent Items>Clear Menu

 

 

 

 

รูป

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สลับการทำงานระหว่างโปรแกรม

ระบบ ปฏิบัติการ Mac OS X ที่อยู่ในเครื่องแมค ถือว่าเป็นระบบที่รองรับการเปิดโปรแกรมพร้อมๆ กันได้ โดยเราสามารถฟังเพลงไปพร้อมกับทำงานเอกสาร หรือจะเปิดโปรแกรมเครื่องคิดเลขมาคำนวณค่าใช้จ่ายก็ได้ โดยโปรแกรมที่ถูกเปิดอยู่ทั้งหมดจะมีจุดสีขาว ซึ่งมีลักษณะคล้ายหลอดไฟเล็กๆ ปรากฏอยู่ที่ไอคอนบน Dock เพื่อบอกให้ผู้ใช้ทราบว่า โปรแกรมเหล่านี้ถูกเปิดอยู่ และที่พิเศษไปกว่านั้น โปรแกรมที่เรากำลังทำงานอยู่ (Active) ดวงไฟก็จะสว่างกว่าโปรแกรมอื่นๆ อีกด้วย

 

 

 

สังเกตที่ Manu Bar จะแสดงชื่อโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน

 

 

 

 

รูป

 

 

 

ดวงไฟที่ไอคอนแสดงโปรแกรมที่ถูกเปิดอยู่

 

 

 

 

เมื่อมีการเปิดโปรแกรมขึ้นมาหลายๆโปรแกรม เราสามารถสลับการทำงานระหว่างโปรแกรมด้วยวิธีคลิกไอคอนบน Dock ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

 

 

1 ตอนแรกโปรแกรม Calculator ถูกเปิด และกำลังทำงานในปัจจุบัน (Active) ซึ่งจะเห็นว่า Manu Bar จะแสดงชื่อโปรแกรม Calculator ด้วย

 

 

 

 

รูป

 

4 ที่ Manu จะปรากฏชื่อโปรแกรม iTunes

 

3 โปรแกรม iTunes จะถูกแสดงขึ้นมาด้านหน้า และสลับเอาโปรแกรม Calculator จะถูกนำไปไว้ด้านหลังทันที

 

2 โปรแกรม iTunes ถูกเปิด แต่ยังไม่ได้ถูกเรียกใช้งาน (Non-Active) คลิกที่ไอคอนโปรแกรม Calculator จะถูกนำไปไว้ด้านหลังทันที

 

 

 

 

 

 

รูป

 

 

 

 

สลับโปรแกรมด้วยคีย์บอร์ด

นอกจาก การคลิกที่ไอคอนบน Dock เพื่อสลับการทำงานระหว่างโปรแกรมแล้วหลายคนยังนิยมสลับโปรแกรมด้วยการใช้ คีย์บอร์ดอีกด้วย วิธีการก็คือ ให้กดคีย์ <Command>ค้างไว้ แล้วกดปุ่ม <Tap>หลายๆครั้งจนพบหน้าต่างโปรแกรมที่ต้องการ หรืออาจใช้วิธีกดคีย์ <Command+Shift>แล้วกดปุ่ม <Tap>ก็จะเป็นสลับโปรแกรม โดยจะเรียงลำดับโปรแกรมในทิศทางตรงกันข้าม

 

 

 

 

 

 

รูป

 

 

แสดงหน้าต่างที่สนใจด้วย Expose’

                Expose’ (เอ็กซ์โพเช่) เป็นคุณสมบัติหนึ่งของแมค ที่สามารถแสดงหน้าต่างโปรแกรมทั้งหมดบนหน้าจอ ซึ่งหากเราต้องการใช้งานหน้าต่างใดก็สามารถคลิกที่หน้าต่างนั้นๆ ได้ทันทีนอกจากนั้นแล้ว Expose’ ยังสามารถแสดงเฉพาะหน้าต่างของโปรแกรมปัจจุบัน แต่ซ่อนหน้าต่างอื่นๆ ไว้ก็ได้ (กรณีที่มีการเปิดโปรแกรมใดๆ มากกว่าหนึ่งหน้าต่าง)

 

 

1 หน้าต่างโปรแกรมจะอยู่บนหน้าจอเต็มไปหมด ให้กดคีย์บอร์ดปุ่ม <F9>เพื่อเรียกใช้คุณสมบัติ Expose’

 

 

 

 

รูป

 

 

 

 

 

 

 

2 หน้าต่างทั้งหมดจะแสดงบนหน้าจอ อาจมีการย่อหน้าต่างให้มีขนาดเล็กลงได้ เพื่อให้สามารถแสดงให้ครบทุกๆ หน้าต่าง คลิกหน้าต่างโปรแกรมที่ต้องการใช้งาน โดยตัวอย่างคลิกที่หน้าต่างโปรแกรม Chase

 

 

 

 

 

รูป

 

 

 

 

 

 

3 หน้าต่างโปรแกรมที่เลือกจากขั้นตอนที่แล้วจะมาอยู่ด้านหน้า และพร้อมใช้งานแล้ว

รูป

 

 

 

 

จาก ตัวอย่างเป็นการใช้ Expose’ เพื่อสลับการทำงานระหว่างโปรแกรม แต่ถ้าเราต้องการแสดงเฉพาะหน้าต่างของโปรแกรมปัจจุบัน (ไม่ต้องแสดงหน้าต่างของโปรแกรมอื่นๆ) ให้กดคีย์ <F10>แทน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

  1. Safari เป็นโปรแกรมสำหรับท่องเว็บ ซึ่งในโปรแกรม Safari สามารถเปิดได้พร้อมกันหลายๆหน้าต่าง เพื่อเข้าดูหลายๆ เว็บพร้อมกันได้ ในขณะที่โปรแกรม Safari กำลังทำงานอยู่ กดคีย์ <F10>เพื่อเรียกใช้งาน Expose’
  2. จะปรากฏหน้าต่างโปรแกรม Safari ทุกๆหน้าต่างบนหน้าจอ โดยจะไม่ปรากฏหน้าต่างของโปรแกรมอื่นๆเลย ให้คลิกเลือกหน้าต่างที่ต้องการได้ทันที

 

 

1 ขณะใช้งาน Safari กดคีย์ <F10>

 

 

รูป

 

 

 

 

 

 

2 คลิกหน้าต่างที่ต้องการ

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจาก นั้นแล้วใน Mac OS X Snow Leopard ได้เพิ่มทางเลือกในการเรียกใช้งาน Expose’ อีกทางหนึ่ง คือ เราสามารถใช้การคลิกค้างไว้ที่ไอคอนบน Dock จะเป็นการแสดงหน้าต่างของโปรแกรมนั้นๆบนหน้าจอ

 

 

 

 

รูป

 

 

1 คลิกที่ไอคอนบน Dock ค้างไว้ เพื่อเป็นการเรียกใช้งาน Expose’ อีกรูปแบบหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

2 หน้าต่างของโปรแกรมอื่นๆ ที่ถูกเปิดอยู่จะถูกซ่อนโดยจะแสดงเฉพาะโปรแกรมที่เราสนใจเท่านั้น

รูป

 

2 กำหนดคีย์ลัดตามต้องการ

 

1 ที่หน้าต่าง System Preferences คลิกที่ไอคอน Expose’ & Spaces

 

                ใน Mac OS X Snow Leopard ได้กำหนดปุ่ม <F9>และ <F10>ในการเรียกใช้งาน Expose’ แต่ถ้าเราไม่ถนัดสามารถปรับเปลี่ยนคีย์บอร์ดปุ่มอื่นๆ แทนได้

 

 

 

รูป

 

 

 

 

รูป

 

 

3 กดคีย์ <Tab>เพื่อเป็นการเปลี่ยนไปยังหน้าต่าง Expose’ ของโปรแกรมอื่นๆ ในลำดับถัดไป

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพิ่มพื้นที่การทำงานด้วย Space

คอมพิวเตอร์ รุ่นใหม่ๆ สามารถต่อจอภาพมากกว่าหนึ่งจอภาพพร้อมกัน โดยการต่อจอภาพนี้ช่วยให้เราสามารถแสดงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างพร้อมๆกัน เช่น แสดงโปรแกรมฟังเพลงในจอภาพแรก แสดงโปรแกรมเอกสารในจอภาพที่สอง หรือแสดงโปรแกรมอื่นๆในหน้าจอที่สาม เป็นต้น แต่สำหรับในแมคแล้ว เราไม่จำเป็นต้องต่อจอภาพหลายๆจอภาพพร้อมกัน เนื่องจากสามารถเพิ่มพื้นที่การทำงานโดยใช้ Spaces

การเปิดใช้งาน Spaces

                ในตอนแรกคุณสมบัติ Spaces จะถูกปิดอยู่ แต่ถ้าต้องการใช้งานก็ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

 

รูป

ที่หน้าต่าง System preferences ให้คลิกที่ Expose’ and Spaces

 

คลิกที่ Spaces เพื่อปรับแต่งค่าในส่วนของ Spaces

 

คลิกให้มีเครื่องหมายถูก Enable Spaces เพื่อเปิดใช้งาน Spaces

 

กำหนดจำนวน Spaces โดยคลิกเครื่องหมายบวกและลบ ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 2-16 จอภาพสำหรับในตัวอย่างเลือกเป็น 4

 

 

 

 

รูป

 

คลิกปุ่มปิดหน้าต่าง เพื่อออกจากการปรับแต่ง

 

ถ้ากำหนดคีย์ลัดสำหรับทำงานกับ Spaces

 

 

 

การกำหนดคีย์ลัดสำหรับทำงานกับ Spaces มีรายละเอียด ดังนี้

-To activate Spaces กำหนดคีย์ลัดสำหรับเรียกใช้งาน Spaces ซึ่งในเบื้องต้น <F8>

-To switch between Spaces กำหนดคีย์ลัดในการสลับการทำงานระหว่าง Spaces ซึ่งในที่นี้เลือกเป็น <Ctrl>ตามด้วยคีย์ลูกศร (Arrow)

-To switch directly Spaces กำหนดคีย์ลัดในการกระโดดไปยัง Spaces ที่ต้องการ ซึ่งในที่นี้เลือกเป็น <Ctrl>ตามด้วยคีย์ตัวเลข เช่น <Ctrl2>เพื่อกระโดดไปยัง Spaces ที่ 2 หรือกดคีย์ <Ctrl3>เพื่อกระโดดไปยัง Spaces ที่ 3

เลือกโปรแกรมมาใส่ใน Spaces

                หลังจากเปิดใช้งาน Spaces แล้ว ผู้ใช้จะต้องกำหนดว่าจะนำโปรแกรมใดบ้างไปใส่ใน Spaces ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

 

รูป

 

1 เปิดโปรแกรมที่เราต้องการใช้งาน เช่น เปิดโปรแกรม iTunes เพื่อฟังเพลงเปิดโปรแกรม Safari เพื่อท่องเว็บ และเปิดโปรแกรม Page เพื่อจัดทำเอกสาร เป็นต้น

 

2 กดคีย์ <F8>เพื่อเรียก Spaces ขึ้นมา สำหรับในตัวอย่างจะปรากฏ 4 หน้าจอ

 

 

 

 

 

 

รูป

3 ลากโปรแกรม iTunes จาก Space แรกไปยัง Space ที่สอง

รูป

 

 

 

 

4 และลากโปรแกรม Safari จาก Space แรกไปยัง Space ที่สาม

 

 

 

5 กดคีย์ <F8>อีกครั้งเพื่อออกจาก Spaces หรือใช้วิธี <Esc> ก็ได้

รูป

 

การ ใช้วิธีการลากหน้าต่างโปรแกรม เพื่อกำหนดลงในแต่ละ Space เป็นการกำหนดชั่วคราว คือ ไม่มีการจำว่าโปรแกรมใดอยู่ใน Space ไหน แต่หากเราต้องการกำหนดอย่างถาวร เช่น กำหนดให้โปรแกรม Safari อยู่ใน Space ที่ 2 เสมอ ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

 

1 ที่หน้าต่าง System preferences ให้คลิกที่ Expose” and Spaces

 

 

 

รูป

 

2 คลิกที่ Spaces เพื่อปรับแต่งค่าในส่วนของ Spaces

 

 

 

 

 

3 คลิกเครื่องหมายบวกจากนั้นเลือกโปรแกรมที่ต้องการกำหนดลง Spaces ในที่นี้คลิกเลือกโปรแกรม Safari

รูป

 

 

 

 

 

4 คลิกหมายเลข Space ที่ต้องการเป็นการกำหนดว่าจะนำโปรแกรมนี้ไปไว้ใน Space ที่เท่าไร ในที่นี้คือ Space ที่ 3

 

 

5 คลิกปิดหน้าต่าง หลังจากนั้น เมื่อมีการเปิดโปรแกรม Safari ก็จะไปยัง Space ที่สามโดยอัตโนมัติ

รูป

 

 

 

 

การเปลี่ยน Spaces

เมื่อ มีการกำหนดโปรแกรมให้อยู่ตาม Spaces ต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย เราก็สามารถสลับการทำงานระหว่าง Spaces ซึ่งคล้ายกับว่าเราเปลี่ยนจากหน้าจอหนึ่งไปยังอีกหน้าจอหนึ่งนั่นเอง

 

 

1 ให้กดคีย์ <F8>เพื่อเรียก Spaces ขึ้นมา

 

 

2 สำหรับในตัวอย่างจะปรากฏ 4 หน้าจอ คลิกบริเวณที่วางใน Space ที่สอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าใน Space นี้ได้กำหนดโปรแกรม iTunes เอาไว้

รูป

 

 

 

 

 

 

 

 

3 ผลลัพธ์หน้าจอจะแสดงเฉพาะโปรแกรมที่เรากำหนดลงใน Space ที่สอง ซึ่งในตัวอย่างคือโปรแกรม iTunes

รูป

 

 

 

 

หาก มีการกำหนดคีย์ลัดในการสลับ Space สามารถกดปุ่มคีย์บอร์ด เช่น <Ctrl>ตามด้วยปุ่มคีย์ลูกศร หรือกดคีย์ <Ctrl>ตามด้วยตัวเลข เพื่อกระโดดไปยัง Space ที่ต้องการ เช่น กดคีย์<Ctrl+3>ผลลัพธ์จะเป็นการกระโดดไปยัง Space ที่ 3 โดยอัตโนมัติ หรืออาจใช้วิธีกดคีย์ <Ctrl> ค้างไว้ ตามด้วยคีย์ลูกศร ก็เป็นการเปลี่ยน Space เช่นกัน

 

 

 

กดคีย์ <Ctrl>พร้อมกดคีย์ลูกศรเพื่อเปลี่ยน Space

รูป

 

 

 

 

 

 

                คลิกที่ไอคอนโปรแกรมบน Dock จะเป็นการเรียกโปรแกรมดังกล่าว พร้อมกับสลับไปยัง Spaces นั้นๆ โดยอัตโนมัติ

 

 

 

 

สลับตำแหน่ง Space

เรา สามารถสลับโยกย้าย Space ได้ เช่น สามารถย้าย Spaceที่ 1 ไปแทนที่ Space ที่ 3 ได้ ซึ่งการสลับ Space นี้หน้าต่างโปรแกรมใน Space ก็จะถูกย้ายตามมาด้วย

 

1 กด <F8>เพื่อเรียกใช้งาน Space

 

2 คลิกบริเวณที่ว่างใน Space (อย่าให้โดนหน้าต่างโปรแกรมใดๆ)

 

 

 

รูป

3 ลากไปแทนที่ Space อื่นๆ เช่น ลากจาก Space ที่ 1 ไปยัง Space ที่ 3

 

 

 

 

 

 

4 ผลลัพธ์ก็จะเป็นการสลับตำแหน่งของ Space ที่ 1 และ Space ที่ 3 ทันที

รูป

 

 

 

วิธีบังคับให้ปิดโปรแกรมในทันที

ใน กรณีที่เราพบว่า โปรแกรมทำง่านผิดปกติ เช่น ทำงานช้า หรือตอบสนองต่อการคลิก หรือจำเป็นต้องปิดโปรแกรมในทันที ก็ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

 

2 กดคีย์<Option>แล้วคลิกเลือกเมนูForce Quit โปรแกรมที่มีปัญหาจะถูกปิดลงทันที

 

1 คลิกที่ไอคอนโปรแกรมที่มีปัญหาค้างเอาไว้

รูป

 

 

 

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว เรายังสามารถหยุดโปรแกรม จากหน้าต่าง Force Quit Application ได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

 

1 กดคีย์ <Command+Options+Esc>

 

2 คลิกโปรแกรมที่ต้องการปิด

 

 

 

 

รูป

4 คลิกปุ่ม Force Quit อีกครั้ง

 

3 คลิกปุ่ม Force Quit

รูป

 

 

การติดตั้งโปรแกรมในแมค

ผู้ อ่านหลายท่านคงมีคำถามอยู่ในใจว่าการติดตั้งโปรแกรมในแมค เหมือนหรือต่างจากการติดตั้งในวินโดว์ คำตอบคือมีความคล้ายกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันทั้งหมด โดยหลักการพื้นฐานแล้ว การติดตั้งโปรแกรมในแมคมักพบอยู่ด้วยกัน 2 แบบ แบบแรกคือ การติดตั้งผ่านตัวช่วยติดตั้ง หรือที่เรียกว่า Installer ส่วนแบบที่สอง ใช้วิธีก๊อบปี้โปรแกรมไปยังหน้าต่าง Applications โดยตรง

ในบาง โปรแกรมจะต้องติดตั้งผ่านตัวช่วยติดตั้ง แต่ในหลายๆโปรแกรมก็จะใช้วิธีก๊อบปี้โปรแกรมมายังหน้าต่าง Application ซึ่งก็แล้วแต่ว่าโปรแกรมนั้นๆ มีการออกแบบมาในลักษณะใด

 

 

                เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Universal

ก่อน ที่เราจะติดตั้งโปรแกรมลงในแมคอินทอช ขอย้อนประวัติของแมคสักเล็กน้อยกล่าวคือ ในอดีตเครื่องแมคอินทอชส่วนใหญ่จะใช้ชิพของ PowerPC แต่พอมาในยุคหลังมีการเปลี่ยนไปใช้ชิพของตระกูล Intel ทั้งหมด (เริ่มเปลี่ยนแปลงในยุคของ Mac OS X Tiger) ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับชิพ PowerPC นั้นจะไม่สามารถใช้งานกับชิพ Intel ได้เลย นั่นทำให้ช่วงการเปลี่ยนถ่ายมีโปรแกรมอยู่ 2 เวอร์ชัน คือ เวอร์ชันสำหรับ PowerPC และ เวอร์ชันสำหรับ Intel

แต่ในระยะหลัง ผู้พัฒนาโปรแกรมมีการปรับตัว มีการปรับปรุงโปรแกรมให้สามารถติดตั้งได้ทั้งชิพของ PowerPC และชิพ Intel หรือที่เรียกว่า Universal ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับการติดตั้งโปรแกรมลงบนแมครุ่นเดิมและรุ่นใหม่หมดไป แต่สำหรับการติดตั้งโปรแกรมเก่าๆ เรายังคงต้องดูในรายละเอียดว่าโปรแกรมที่ติดตั้งรองรับเครื่องแมครุ่นใหม่ หรือไม่ด้วย

Mac OS X Universal Logo คือ สัญลักษณ์แสดงว่าโปรแกรมรองรับทั้งเครื่องแมคที่ใช้ชิพ PowerPC และ Intel โดยจะสังเกตที่กล่องโปรแกรมหรือบนแผ่น CD/DVD จะต้องมีโลโก้ทั้งคู่นี้อยู่ติดกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าซอฟต์แวร์นั้นๆ ใช้งานได้นั่นเองในการซื้อซอฟต์แวร์สำหรับแมคครั้งต่อไป ก็อย่าลืมมองหา Mac OS X Universal Logo ที่ข้างกล่อง หรือที่แผ่นติดตั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าสามารถใช้งานกับเครื่องแมคอินทอชของเราได้อย่างแน่นอน นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตั้งโปรแกรมโดยใช้ Installer

การ ติดตั้งโปรแกรม โดยใช้ตัวช่วยติดตั้งนี้ มีความคล้ายคลึงกับการติดตั้งโปรแกรมในวินโดว์มาก คือ ใช้วิธีดับเบิลคลิกไฟล์ติดตั้ง ก็จะปรากฏหน้าต่างแนะนำ เราเพียงทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ โปรแกรมก็จะถูกติดตั้งแมคทันที ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office 2008 ซึ่งเป็นโปรแกรมเอกสารของไมโครซอฟต์ แต่เป็นเวอร์ชันที่ออกแบบมาใช้กับเครื่องแมคโดยเฉพาะ

 

 

 

 

 

 

 

 

1 ใส่แผ่น DVD ติดตั้งลงในเครื่องจากนั้นดับเบิลคลิกที่ไอคอนDVD

 

 

รูป

2 ดับเบิลคลิกไฟล์ติดตั้งของโปรแกรม

 

 

รูป

 

 

 

 

3 จะปรากฏหน้าต่างให้คลิกปุ่ม Continue พร้อมทั้งทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ เช่น กรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ กรอกรหัสหมายเลขชื่อซีเรียลนัมเบอร์ ฯลฯ

 

 

 

 

รูป

 

 

 

ติดตั้งโปรแกรมด้วยวิธีก๊อบปี้

ใน โปรแกรมบางตัว เราจะไม่พบไฟล์สำหรับติดตั้ง มีแต่ไอคอนโปรแกรม การติดตั้งโปรแกรมในลักษณะนี้จะใช้วิธีก๊อบปี้ไฟล์โปรแกรมไปยังโฟลเดอร์ Application โดยตรง ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการติดตั้งโปรแกรม Toast 10  ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับไรท์หนังเขียนแผ่น ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในแมค

 

 

 

 

 

 

1 ดับเบิลคลิกไฟล์ Disk Image ซึ่งได้เก็บโปรแกรมเอาไว้

 

 

รูป

2 คลิกที่ไอคอนโปรแกรมแล้วลากไปยังโฟลเดอร์ Applications ซึ่งในบางโปรแกรมได้เตรียม Alias ของโฟลเดอร์ Applications มาให้แล้ว เราจึงสามารถลากไปยัง Alias ดังกล่าวแทนได้

 

 

 

รูป

 

 

หลัง จากก๊อบปี้ไฟล์เรียบร้อย ยังอาจไม่สามารถใช้งานโปรแกรมได้ เนื่องจากต้องมีการตั้งค่า หรือกรอกรหัส หรือลงทะเบียนโปรแกรมก่อน ดังนี้

 

1 เปิดหน้าต่าง Applications จากนั้นดับเบิลคลิกโฟลเดอร์ซึ่งเก็บโปรแกรม Toast เอาไว้

 

 

รูป

 

 

 

 

2 ดับเบิลคลิกไอคอนโปรแกรม Toast

รูป

 

 

 

3 การเปิดโปรแกรมครั้งแรกอาจมีการกรอกข้อมูลหรือตั้งค่าเกี่ยวกับโปรแกรมให้ทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ

 

 

รูป

 

 

วิธีลบโปรแกรมในแมค

การ ลบโปรแกรมในแมค มี 2 แนวทางเช่นเดียวกับการติดตั้งโปรแกรม โดยแนวทางแรก คือ การลบโปรแกรมผ่านตัวช่วยลบ หรือที่เรียกว่า Uninstaller ส่วนแบบที่สองทำได้ง่ายๆ โดยการลบโปรแกรมทิ้งถังขยะได้เลย ซึ่งอาจมีคำถามว่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าจะต้องใช้แนวทางไหน คำตอบคือ ให้สังเกตว่า หากตอนติดตั้งเราเราติดตั้งโปรแกรมผ่านตัว Installer การลบโปรแกรมมักจะต้องใช้ Uninstaller เสมอแต่ถ้าตอนติดตั้งใช้วิธีก๊อบปี้ไปยังโฟลเดอร์ Application การลบโปรแกรมก็สามารถใช้วิธีลบทิ้งได้โดยตรง

 

ตัวอย่างการลบโปรแกรมด้วย Uninstaller

                ต่อ ไปนี้เป็นตัวอย่างการลบโปรแกรม Microsoft Office 2008 ซึ่งหากเราเข้าไปดูในโฟลเดอร์ซึ่งเก็บโปรแกรมเอาไว้ เราก็จะพบตัว Uninstaller

 

 

1 ไปที่โฟลเดอร์ Microsoft Office 2008>Additional Tools>Remove Office

 

 

 

2 ดับเบิลคลิกไฟล์ Remove Office

รูป

 

 

 

 

                ในบางโปรแกรม ตัว Installer และตัว Uninstall จะอยู่ในที่เดียวกัน คือ อยู่ในแผ่นติดตั้ง กล่าวคือ หากต้องการติดตั้งโปรแกรมให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Installer แต่ถ้าต้องการถอดโปรแกรมก็ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Uninstall นั่นเอง

 

 

 

 

ตัวอย่างการลบโปรแกรมด้วยวิธีลบแบบธรรมดา

                ต่อ ไปนี้เป็นตัวอย่างการลบโปรแกรม Toast ซึ่งเราสามารถลบโปรแกรมด้วยการลากโฟลเดอร์โปรแกรมทิ้งถังขยะ หรือจะใช้วิธีกดคีย์ <Command+Delete>แทนก็ได้

 

 

 

2 ลากโฟลเดอร์โปรแกรมไปทิ้งยัง Trash

 

1 ที่หน้าต่าง Applications ให้คลิกโฟลเดอร์ Toast 10 titonlium

รูป

 

 

 

 

 

                ในบางโปรแกรม ขณะติดตั้งโปรแกรม ก็จะมีการเขียนข้อมูลบางอย่างฝังลงไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียน ข้อม๔ลเกี่ยวกับเวอร์ชันของโปรแกรม ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าเราจะลบไปแล้ว ไฟล์เหล่านั้นจะไม่ถูกลบไปด้วย แต่ถ้าผู้อ่านต้องการลบโปรแกรมอย่างหมดจดแนะนำให้ติดตั้งโปรแกรมเสริมที่ มีชื่อว่า AppZapperซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมนี้มาทดลองใช้จากเว็บ www.appzapper.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูป

 

 

 

รูป

 

1 ลากโปรแกรมที่จะลบมายังหน้าต่างโปรแกรม AppZapper

 

2 โปรแกรมจะตรวจสอบไฟล์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมนั้นๆ

 

3 คลิกปุ่ม Zap เพื่อทำการลบโปรแกรมพร้อมไฟล์ต่างๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การลบส่วนประกอบที่ติดตั้งเพิ่มลงไป

                ใน การติดตั้งบางโปรแกรม หรือส่วนประกอบ (Component) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไฟล์ระบบ เช่น การติดตั้ง Flip4Mac ซึ่งช่วยให้สามารถเล่นไฟล์วีดีโออย่าง .WMV หรือการติดตั้งโปรแกรม Little Snitch ป้องกันการส่งข้อมูลไปยังที่ต่างๆ หรือการติดตั้งโปรแกรม Perian ที่ช่วยให้โปรแกรม QuickTime สามารถเล่นไฟล์ .flvได้ ฯลฯ จะเห็นได้ว่า หลังติดตั้งโปรแกรมหรือส่วนประกอบเหล่านี้ จะปรากฏตัวปรับแต่งใน System Preferences ด้วยดังรูป

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปแสดงไอคอนที่ใช้ปรับแต่งระบบซึ่งเกิดจากการติดตั้งเพิ่มทีหลัง

 

 

 

รูป

 

 

 

ใน การลบโปรแกรม หรือส่วนประกอบดังกล่าวนั้น เราอาจไม่สามารถตามหาไฟล์ที่จะลบโดยตรง และเราสามารถหาไฟล์ Uninstall เพื่อถอดถอนส่วนประกอบเหล่านี้ได้ แต่สามารถใช้วิธีต่อไปนี้ลบได้

 

 

1 คลิกขวาที่ไอคอนตัวปรับแต่งที่ต้องการลบ

 

 

2 เลือกเมนู Remove ไอคอนจะถูกลบออกไปพร้อมกับคุณสมบัติของโปรแกรมนั้นๆ

รูป

 

 

 

 

 

 

 

ขยายไฟล์โปรแกรมที่ถูกบีบก่อนติดตั้ง

แมค ถือว่ามีโปรแกรมรองรับมากมาย โดยจะเห็นได้ว่า เราสามารถหาโปรแกรมฟรีๆ จากอินเทอร์เน็ตมาใช้ได้ไม่ยาก แต่ไฟล์โปรแกรมที่ดาวน์โหลดมานั้น อาจมีความแตกต่างจากที่เราเคยพบในวินโดว์อยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไฟล์โปรแกรมที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตจะมีนามสกุลเป็น .sit หรือ .sitxโดยจะเป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดมาแล้ว (คล้ายกับไฟล์ .rarหรือไฟล์ .zip)

ดังนั้น ก่อนใช้งานไฟล์ที่ถูกบีบมา จะต้องขยายไฟล์ .sit หรือ .sitxให้อยู่ในรูปปกติเสียก่อน ซึ่งโปรแกรมที่มีความสามารถในการขยายไฟล์ประเภทนี้คือโปรแกรม Stuffit Expander ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดมาใช้ฟรีๆ ได้จากเว็บไซต์ www.stuffit.comและหลังจากที่ติดตั้งโปรแกรมนี้แล้ว ก็สามารถขยายไฟล์ .sit หรือ .sitxได้ด้วยการดับเบิลคลิกเพื่อขยายไฟล์นั้นๆ

 

1 ดับเบิลคลิกไฟล์ .sitx

รูป

 

2 ผลลัพธ์จะมีการขยายไฟล์ตามต้องการ

รูป

 

 

นอกจาก วิธีข้างต้นแล้ว เรายังสามารถขยายไฟล์ ด้วยวิธีการลากไฟล์มายังหน้าต่างโปรแกรม Stuffit Expander โดยผลลัพธ์จะอยู่ในโฟลเดอร์เดียวกับไฟล์ต้นฉบับ

 

 

รูป

รูป

 

                นอกจากโปรแกรม Stuffit Expander จะสามารถขยายไฟล์ .sit หรือ .sitxแล้ว ยังสามารถขยายไฟล์ยอดนิยมอื่นๆ โดยเฉพาะไฟล์ที่มาจากฝั่งวินโดว์ได้อีกด้วย อาทิไฟล์ .zip และ .rar

 

 

 

อัพเดตให้โปรแกรมทันสมัยอยู่เสมอ

                โปรแกรม ต่างๆ ที่ติดตั้งในแมค มักมีการอัพเดตโดยผู้ผลิตตลอดเวลา การอัพเดตหลายครั้งทำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบ แต่บางครั้งผู้ผลิตอาจต้องการอัพเดตเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มคุณสมบัติ ใหม่ๆ ให้กับโปรแกรมตน ซึ่งในแมคเราไม่จำเป็นต้องไล่อัพเดตโปรแกรมทีละโปรแกรม เนื่องจากสามารถใช้คำสั่งต่อไปนี้ค้นหาและตรวจสอบการอัพเดตของโปรแกรม ทั้งหมดได้

 

 

1 เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อยจากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apple Menu  และเลือกคำสั่ง Software Update

 

 

รูป

 

 

 

2 จะมีหน้าต่างแสดงการตรวจสอบโปรแกรมภายในเครื่อง

 

 

รูป

 

3 คลิกปุ่ม Show Details เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมที่จะอัพเดต

 

 

รูป

 

 

 

4 จะพบหน้าต่างแสดงให้ทราบว่ามีโปรแกรมใดบ้างที่มีการอัพเดต ซึ่งเราสามารถเลือกว่าจะอัพเดตโปรแกรมใดหรือไม่ก็ได้โดยให้คลิกเลือกเฉพาะ โปรแกรมที่ต้องการ

 

 

 

 

รูป

5 คลิกปุ่ม Install เพื่อดาวน์โหลดและอัพเดตโปรแกรมนั้นๆ

 

 

 

 

 

6 กรอกรหัสผ่าน เพื่อยืนยันการอัพเดต และติดตั้งโปรแกรมตามที่เลือก

รูป

Share Button
1488 Total View 3 View Today
(Visited 116 times, 1 visits today)

ใส่ความเห็น